Q : ผมสงสัย นาฬิกาที่เขาว่า ทำไมมันแพงนักแพงหนา – ต้น

 

A : ตอบคุณต้น ในสมัยที่เราทุกคนพกโทรศัพท์มือถือ ซึ่่งบอกเวลาได้ด้วย นาฬิกาก็ไม่ใช่ของที่เราต้องมีอีกต่อไป เกือบจะเหตุผลเดียวที่ผู้ชาย (ลุงขอเล่าเฉพาะผู้ชายซึ่งเล่นนาฬิกาจริงจังกว่าผู้หญิงมาก) ใส่นาฬิกาก็คือมีไว้อวดตัวเอง แล้วก็มีสำหรับอวดคนอื่น

อวดตัวเองยังไงหรือ ผู้ชายรุ่นลุงๆ น้าๆ เล่นพระเครื่องเพื่อชโลมจิตใจฉันใด ผู้ชายรุ่นหลังๆ ก็เล่นนาฬิกาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ตัวเองฉันนั้น

นาฬิกาหรูเป็นของซึ่งจะซื้อได้นั้นนอกจากจะต้องรวยแล้ว…ยังต้องมีความรู้ด้วย เนื่องจากนาฬิกาหรูหรือที่วงการเรียกว่านาฬิกากลไกเป็นเครื่องจักรเล็กๆ ที่มีความสลับซับซ้อน นึกดูก็แล้วกันว่านี่เป็นเครื่องกลเล็กๆ ภายในมีชิ้นส่วนอย่างน้อยก็ร้อยชิ้น (เรือนวิจิตรอาจมีเป็นพันชิ้นส่วน) ทำงานโดยระบบลาน เพื่อให้นาฬิกาเดินได้เที่ยงตรง และจะต้องเที่ยงตรงแบบนี้เป็นปีๆ นาฬิกาส่วนมากจะทำงานได้มากกว่าบอกเวลาชั่วโมงนาทีและวินาที หลายเรือนจับเวลาได้ บอกเวลาสองประเทศพร้อมกันได้ ทำหน้าที่เป็นปฏิทินล่วงหน้าบอกได้กระทั่งลักษณะของข้างขึ้นข้างแรม หลายเรือนตัวเรือนตกแต่งด้วยช่างฝีมือของยุโรป (ซึ่งบริษัทนาฬิกามักจะคุยว่านาฬิกาตัวเรือนวิจิตรราคาเรือนละเป็นล้าน ช่วยสืบสานงานศิลป์ชนิดนี้มิให้หายไปจากโลก) หลายเรือนตัวเรือนใช้เทคโนโลยีกันน้ำได้ลึกเป็นร้อยเมตร กันกระเทือนจากแรงกระแทกหลายเท่าของแรงจี กันโน่นกันนี่ได้สารพัด ยกเว้นแรงแม่เหล็ก ซึ่งโดนเข้าจังๆ เครื่องข้างในอาจรวนได้

ในโลกยุคทันสมัยยิ่งกว่าไฮเทค การที่เราจะประดิษฐ์เครื่องกลไกซึ่งบรรจุแน่นด้วยศาสตร์และศิลป์ที่สืบเนื่องมาจากยุคกลาง แถมยังสามารถต่อยอดจนเป็นธุรกิจใหญ่โตมายั่วกิเลสคนได้ทั้งโลกนั้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา ยิ่งจะเป็นเจ้าของนาฬิกาได้นี่ยิ่งไม่ธรรมดาใหญ่ ถึงจะมีนาฬิกาหรูหลายแบรนด์ผลิตด้วยเครื่องจักร แต่ก็ยังมีพวกรุ่นพิเศษซึ่งประกอบด้วยมือผ่านกล้องขยาย ด้วยฝีมือช่างเทพๆ จะบอกให้ว่าช่างนาฬิกาเก่งๆ นี่เป็นคนหนุ่มสาวสักลายพร้อยเจาะหูเจาะจมูกกันพรุนทั้งนั้น คือเขาเทรนคนกันจริงจังมาก นาฬิกาพวกนี้ต้องใช้เวลาหลายวัน บางรุ่นเป็นเดือนกว่าจะประกอบเสร็จ ในเมื่อของมีขายจำนวนน้อย ราคาก็ต้องแพงเป็นเรื่องธรรมดา

ขณะเดียวกันหลายเรือนก็มีค่าเพียงเพราะครั้งหนึ่งมันเคยอยู่บนข้อมือของบุรุษผู้มีชื่อเสียง ยกตัวอย่างเมื่อสองปีก่อนนาฬิกา Rolex Daytona (รุ่นราวปี 1960 ใช้แล้ว มีรอยถลอกที่ขอบหน้าปัดด้วย) ของพอล นิวแมน ดารายอดนิยมตลอดกาล ถูกประมูลไปในราคา 17.75 ล้านเหรียญหรือ 558 ล้านบาท น่าจะเป็นการประมูลนาฬิกาที่แพงที่สุดในโลก ลุงลองดูราคาจากเว็บไซต์ของ Rolex พบว่ามีเงินสี่แสนกว่าบาทคุณก็ซื้อเรือนใหม่ๆ มาใส่ได้แล้ว เสียอย่างเดียวคือ นาฬิกาเรือนนี้พอล นิวแมน ไม่เคยเป็นเจ้าของ

ความยากของการผลิตนาฬิกาซึ่งทำให้ราคาของมันสูงก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันเลยคือคุณค่าทางใจของนาฬิกา เรื่องนี้บริษัทนาฬิการู้ดี ประมาณว่าบริษัทนาฬิกาใช้งบราว 10 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ทุ่มให้เรื่องการตลาด ซึ่งส่วนใหญ่ก็ใช้เกี่ยวกับการสร้างตำนานแหรือเรื่องราวให้กลไกโลหะผูกข้อมือที่เราเรียกว่านาฬิกานี้เกิดมีราคาน่าพิสมัยขึ้น… นี่นาฬิกาเจมส์ บอนด์, นี่นาฬิกานักบินอวกาศองค์การนาซ่า, นี่นาฬิกาซึ่งถือกำเนิดมาจากอภิมหาตำนานเครื่องหนังของฝรั่งเศส, นี่นาฬิกาซึ่งเฉลิมฉลองตำนานการบิน ฯลฯ มากมายก่ายกองแล้วแต่ว่าคุณจะรักชอบแนวไหนก็เชิญแนวนั้น ลุงในฐานะที่มีนาฬิกาแบบนี้อยู่บ้างเรือนสองเรือน (ราคาไม่ถึงแสน) บอกเลยว่าความรู้สึกสองสามสัปดาห์แรกที่ซื้อมาสวมใส่นั้นมันฟินมาก คือครึ้มอกครึ้มใจคล้ายกับว่ากูนี่ก็รวยมีระดับกับเขาเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ตนมีรายได้ห่างไกลจากความเป็นเศรษฐีมาก นี่คือความสุขใจแนวแฟนตาซีที่นาฬิกาหรูมีให้คุณ

หลังจากสองสามสัปดาห์แห่งความฟิน ก็เหลือแต่ความรักความเอ็นดูนาฬิกาเหมือนเราเลี้ยงหมาเลี้ยงแมว ทั้งเนื้อทั้งตัวลุงมีนาฬิกากลไกใช้อยู่สองเรือน Tissot Visodate เรือนทองแนวคุณชายเรียบๆ กับ Bremont Antishock เรือนหนาขาลุย (คนที่เล่นนาฬิกาคงว่าโธ่เอ๊ยมีปัญญาแค่นี้หรอกหรือเมื่อเห็นชื่อนาฬิกาของลุง แต่ของมันชอบและเราไม่รวยแต่อยากมีนี่หว่า) แค่นี้ก็ขี้เกียจไขลานจะแย่ ลุงซื้อนาฬิกาพวกนี้ในจังหวะที่มีเงินเหลือหรือเจอเขากำลังลดราคาพอดี ไม่ได้ซื้อนาฬิกาในลักษณะของเศรษฐีนักสะสม คือซื้อตามรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาหรือซื้อตามกระแส และบริษัทนาฬิกาเขาก็ขยันออกรุ่นใหม่ๆ เสียจริง พวกนักสะสมจะปลอบใจตัวเองอยู่เสมอว่า ซื้อไว้เหอะ ของดีๆ มีน้อย เดี๋ยวราคามันก็ขึ้น แต่เท่าที่รับรู้มายุคทองของการเล่นนาฬิกา ซึ่งเราซื้อเก็งกำไรกันอย่างเมามันได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว ตอนนี้ถ้าอยากเล่นนาฬิกาก็ช่วยเลือกให้เหมาะกับตัวคุณชีวิตคุณและรายได้ของคุณเท่านั้นก็น่าจะมีความสุขแล้ว

แล้วอีกอย่าง…นาฬิกามันของรักของหวง ไม่มีใครเขาให้ยืมกันง่ายๆ หรอก

 

Q : งานเลี้ยงโต๊ะจีนตรุษจีนปีที่แล้วดิฉันถูกตำหนิเพราะเผลอ หยิบอาหารใส่จานตัวเองก่อนเจ้านาย ลุงช่วยบอกมารยาทการกินโต๊ะจีนให้ทีสิคะ – นก

 

A : ตอบคุณนก อย่างแรกเลยคือหัดใช้ตะเกียบให้คล่องนะครับ ถ้ากินตะเกียบไม่เป็น พยายามศึกษาจากยูทูปไว้บ้าง ให้เวลาฝึกหัดบ้าง เพราะตะเกียบจะมีบทบาทอย่างมากในโต๊ะจีน ถึงเดี๋ยวนี้เราสามารถเรียกหาช้อนส้อมจากทางร้านได้ แต่คุณครับ…ใช้ช้อนส้อมกินอาหารจีนเนี่ยนะ

การตรงต่อเวลาเป็นกฎข้อแรกของการไปงานเลี้ยง เพราะเขามักจะพยายามรอให้ทุกคนมาครบก่อนค่อยลงมือ โต๊ะจะมีคนหนึ่งซึ่งสำคัญที่สุด เป็นแขกผู้มีเกียรติซึ่งเราจะเรียกว่า “ประธาน” ซึ่งส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นคนที่ใหญ่ที่สุดในบริษัทคุณ

หากประธานยังไม่มา อย่าไปนั่งรอที่โต๊ะ หาที่ยืนรอหรือที่นั่งนอกห้องจัดเลี้ยง รอให้ประธานนั่งก่อนจึงจะนั่งได้ ตำแหน่งประธานคือที่นั่งที่ตรงข้ามกับประตู

ปกติเจ้าภาพจะตักอาหารให้ประธานก่อน จากนั้นทุกคนค่อยลงมือรับประทาน (เรื่องนี้คุณคงทราบดีแล้วนะครับ)

ช่วงชนแก้วดื่มอวยพร งานเลี้ยงก็ต้องมีการดื่มอวยพรครับ อย่าไปสนใจ สสส. เขามากเกิน ให้คุณชนแก้วกับคนข้างๆ คุณเท่านั้น ไม่ต้องยื่นแขนข้ามโต๊ะจีนมาชนกับคนอีกฟากให้ครบ แค่ประสานสายตาให้ทั่วถึงก็พอแล้ว หรือถ้าขยันหรือมีอารมณ์อยากเข้าผู้ใหญ่ ก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปหาท่านประธาน บอกว่าให้เกียรติชนแก้วกับหนูนะคะ อะไรประมาณนี้ แล้วกลับไปนั่งที่

กลับมาที่เรื่องของตะเกียบ บางร้านที่หรูๆ หน่อยจะมีตะเกียบกลาง สังเกตง่ายๆ คือมันจะเป็นคนละสีกับตะเกียบส่วนตัว ตะเกียบกลางก็มีหน้าที่เหมือนช้อนกลางนั่นแหละ คือมีไว้คีบอาหารมาวางบนจานของคุณ อย่าเผลอใช้คีบตะเกียบกลางนั้นอาหารเข้าปากเชียว! ถามว่าตรงหน้ามีตะเกียบสองคู่ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าคู่ไหนคือตะเกียบกลาง ให้ดูคู่ที่อยู่ด้านนอกบนหมอนตะเกียบ หมอนตะเกียบคือที่วางตะเกียบ คีบอาหารใส่ปากแล้วก็วางตะเกียบบนหมอนตะเกียบที่เขาเตรียมไว้ให้ วางตะเกียบบนจานหรือขอบถ้วย มันหมิ่นเหม่ต่อการกลิ้งตกน่ะครับ

ใช้ตะเกียบคีบเท่านั้น อย่าปักแทง (เห็นบ่อยๆ เวลาเด็กๆ จะกินฮะเก๋า) เนื่องจากเป็นกิริยาที่สื่อถึงความตาย นอกจากนั้นยังเป็นกิริยาที่สื่อว่าเราไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน

โต๊ะจีนมีน้ำจิ้ม เครื่องปรุง ไว้ให้ปรุงรสตามชอบใจ แต่ให้ระวังไว้อย่างหนึ่ง ถ้าเขาเสิร์ฟซุปใสซึ่งเป็นซุปน้ำหนึ่งที่เชฟปรุงมาอย่างสุดฝีมือแล้ว การเหยาะซีอิ๊วใส่ซุปถือเป็นการดูถูกเชฟ (หรือพ่อครัวของร้านหรือบ้านที่คุณไปกินเลี้ยง)

หวังว่างานเลี้ยงโต๊ะจีนที่บริษัทคุณปีนี้คงจะผ่านไปโดยราบรื่น

ที่เขียนมานี้มาจากการพูดคุยขอความรู้จากคุณคุณสุพรรษา มีสมบัติ Restaurant Manager ของร้าน Chef Man (Eastin Grand Hotel Sathorn) ตั้งแต่ปีที่แล้ว ขอบคุณคุณสุพรรษามาในโอกาสนี้ด้วย

 

*Agony Uncle หมายถึงชายเจ้าของคอลัมน์ให้คำแนะนำปรึกษาปัญหาชีวิตทั่วไป ลุงเฮม่ามาตอบปัญหาในโลกยุคใหม่ที่เราทึกทักเอาเองว่าไร้กฎเกณฑ์ แต่ว่าถ้ามันไร้กฎเกณฑ์ขนาดนั้น เราคงอยู่ร่วมกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ไม่ได้มั้ง

** ส่งคำถามของคุณมาได้ที่ agonyunclehema@outlook.co.th

Author

Panu Burusrattanapan

ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์ - นักเขียน นักแปล บรรณาธิการ และอื่นๆ เท่าที่ทำมาเยอะแยะ เขาบอกว่าคุณลุงในคอลัมน์ agony uncle นี่ดูจะใกล้ตัวตนคนวัยลุงอย่างเขามากที่สุดแล้ว