ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ เรื่อง

กมลชนก คัชมาตย์ ภาพ

 

ท่ามกลางเสียงตะโกน “ปล่อยเพื่อนเรา” เมื่อนักศึกษาถูกควบคุมตัวและมีหมายจับออกมาไม่ขาดสาย ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอีกหนึ่งคนที่ปรากฏตัวเพื่อรับบทบาทประกันตัวนักศึกษา และประสานการช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตลอดมาในช่วงที่การชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้นโดยมีนักศึกษาเป็นตัวละครสำคัญ เขายังทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างทีมงานนักศึกษา ผู้ชุมนุม ตำรวจ และอีกหลายฝ่าย ด้วยเป้าประสงค์สำคัญคือ ทำให้การขับเคลื่อนของนักศึกษาเต็มไปด้วยความปลอดภัยให้มากที่สุด”

เมื่อสลับจากสถานที่ชุมนุม และ สน. มาเป็นคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ ฉากที่เขาคุ้นเคยในฐานะอาจารย์และรักษาการรองคณบดี เขายังเป็นอาจารย์ที่สอนเนื้อหาเกี่ยวกับการออกแบบการเรียนรู้ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพภายในของคน เช่น วิชาศิลปะและความเชี่ยวชาญในการจัดกระบวนการเรียนรู้ และวิชาภาวะผู้นำและการจัดการความเปลี่ยนแปลง

ทั้งในฐานะอาจารย์และบทบาทฝ่ายบริหาร เขาดูแลและสังเกตการณ์นักศึกษาคนรุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด เมื่อบทสนทนาเกี่ยวกับนักศึกษาคนรุ่นใหม่และการเมืองเริ่มต้นขึ้น เขาจึงไม่สะท้อนเพียงสถานการณ์ในเชิงกายภาพและความคิด แต่มองเห็นไปถึงอารมณ์ จิตใจ และโจทย์ที่ท้าทาย ‘ความรู้สึก’ ของคนรุ่นใหม่ในการชุมนุมวันนี้

 

 

เมื่อมองบทบาทของนักศึกษาในการชุมนุมทางการเมืองวันนี้ คุณเห็นแง่มุมใดเกี่ยวกับคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจบ้าง

ผมเห็นพลังของคนรุ่นใหม่ จากการที่เขารู้สึกว่าต้องลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่างเมื่อเห็นความไม่ถูกต้องและไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคม ถามว่าคนรุ่นอื่นไม่รู้สึกเหรอ คนรุ่นอื่นก็รู้สึก แต่วิธีการแสดงออกอาจจะไม่เหมือนกัน เพราะคนทุกคนมีสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน เจอบริบทการเลี้ยงดู การศึกษา สภาพวัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่กล่อมเกลาคนแต่ละยุคสมัยแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเมื่อมองไปที่คนรุ่นนี้ จะเห็นว่าเขาเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากคนรุ่นอื่นๆ ทำให้เขารู้สึกว่าแค่บ่นอย่างเดียวไม่พอ เขาจะต้องแสดงออกด้วย ส่วนความรู้สึกยึดโยงหรือมีส่วนร่วมกับบางเรื่องในอดีตอาจมีไม่มากในยุคสมัยของพวกเขา เพราะฉะนั้นเขาก็เลยไม่เห็นความจำเป็นว่า ทำไมจะต้องไม่พูดหรือไม่ทำบางสิ่งที่คนรุ่นอื่นอาจรู้สึกว่าเป็นความรุนแรงหรือการข้ามเส้น เพราะสำหรับคนรุ่นนี้ เขาไม่มีเส้นตั้งแต่ต้น เมื่อมีโอกาสเขาจึงส่งเสียงในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง

ผมเห็นพลังของการที่เขาอยากเห็นสังคมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เขาเติบโตในสังคมไทยในช่วงที่อาจเรียกได้ว่า ‘ลงเหว’ มาเรื่อยๆ การอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ตลอดเวลา ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกว่าทำไมฉันถึงต้องยอมทน แต่ผมไม่อยากให้มองแค่เฉพาะคนรุ่นใหม่ อยากให้เห็นว่ามันถูกส่งต่อมาจากคนรุ่นอื่นๆ ด้วย ถ้าเราเรียกคนเจเนอเรชันนี้ว่าเจเนอเรชัน Z เราก็ต้องมองไปถึงคนยุคก่อนหน้า คือเจเนอเรชัน Y และเจเนอเรชัน X ซึ่งความอึดอัดคับข้องใจในสภาพแวดล้อมทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเรื่องอื่นๆ ถูกหล่อเลี้ยงสะสมมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงยุคสมัยนี้ เมื่อคนรุ่นใหม่โตขึ้นมาในยุคสังคมออนไลน์ที่ทำให้เขาไม่ต้องอดทนรอ เมื่อรู้สึกอะไรก็แสดงออกมาได้ทันที ความคับข้องใจที่ส่งต่อกันมาก็ปะทุออกมาในสมัยนี้

 

การชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ในเดือนสิงหาคมเป็นการชุมนุมที่เป็นจุดสำคัญของการผลักเพดานทางการเมือง และกล่าวข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ ส่วนตัวแล้วคุณรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น เซอร์ไพรส์ หรือรู้สึกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันไหม

จริงๆ ก่อนหน้านั้นก็มีหลายอย่างเกิดขึ้น ตั้งแต่การปราศรัยเรื่องสถาบันฯ ของคุณอานนท์ (นำภา) การชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ในเดือนสิงหาก็เป็นการยกระดับเท่านั้นเอง ถามว่าเซอร์ไพรส์ไหม รวมๆ แล้วผมคงจะอธิบายว่าผมรู้สึกทึ่งกับความกล้าหาญของพวกเขาในการลุกขึ้นมาเรียกร้องสิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นปัญหาของสังคมที่ยืดเยื้อมานานมากกว่า

ที่ผ่านมาประเด็นเรื่องสถาบันฯ เป็นอย่างที่ อ.ธงชัย (วินิจจะกูล) เคยพูดเอาไว้ว่า เป็นเรื่องที่ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องนินทากันลับหลัง ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้กันมาก่อน เพียงแต่ว่ามันไม่เคยปรากฏชัดแจ้งในพื้นที่สาธารณะ เพราะมีความกลัว มีความรู้สึกว่าถ้าเราพูดบางสิ่งบางอย่างออกไปจะไม่ปลอดภัยต่อตัวเราและคนที่เกี่ยวข้องกับเรา พอกลุ่มแกนนำเลือกที่จะพูดเรื่องนี้ในพื้นที่สาธารณะ มันก็จุดไฟขึ้นมา ทำให้หลายคนหันกลับมามองว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ถามว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นฉับพลันไหม ผมมองว่าเป็นเรื่องที่มีกระแส มีความคับข้องใจ มีคำถาม และอีกหลายอย่าง ที่ค่อยๆ ส่งต่อหล่อเลี้ยงกันมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาปะทุตรงนั้น

 

หลังการชุมนุมในเดือนสิงหาคม มหาวิทยาลัยตั้งตัวกันอย่างไรในการดูแลนักศึกษา มีการพูดคุยกันอย่างไรบ้าง

ในระดับของหัวหน้าองค์กร สิ่งที่ท่านอธิการบดีพูดกับผมคือ ท่านเป็นห่วงนักศึกษา เพราะเมื่อเราทะลุเพดานขึ้นไปก็จะมีกระแสสังคมจากสองฝั่ง เราต้องยอมรับว่ามหาวิทยาลัยอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างเฉดสีต่างๆ และพูดตรงๆ ว่าแม้กระทั่งในทีมบริหารเองก็มีเฉดสีต่างๆ เช่นเดียวกัน ปฏิกิริยาของทีมบริหารต่อเรื่องนี้จึงมีหลากหลาย ทุกคนไม่ได้คิดไปในทิศทางเดียวกันหมด

การตอบสนองในนามของมหาวิทยาลัยก็เป็นอีกเรื่อง เราต้องคำนึงถึงคนที่เกี่ยวข้อง มีความซับซ้อนในเชิงกลไก โครงสร้าง ความสัมพันธ์ และอื่นๆ ที่ถูกนำเข้ามาพิจารณาร่วมว่าเราจะยังคงช่วยเหลือนักศึกษาอย่างไร ดูแลความปลอดภัยอย่างไร แต่ผมเชื่อมั่นว่า ในฐานะของสถาบันการศึกษา หน้าที่ของเราโดยพื้นฐานคือต้องดูแลนักศึกษา จะคิดว่าเขาถูกผิดอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อเขาเป็นนักศึกษาของเรา เราต้องดูแลเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

พอเกิดเหตุการณ์การชุมนุมในเดือนสิงหาคมขึ้น ทีมก็คุยกันว่าจะจัดการปัญหาตรงนี้ยังไงบ้าง เลยเป็นที่มาของแถลงการณ์ที่ออกมาในช่วงเวลานั้น ก็ต้องบอกว่าเป็นแถลงการณ์ที่มาจากหลายเฉดสี เป็นการรักษาบาลานซ์เนื่องจากเราต้องสื่อสารกับคนทุกฝ่าย อย่าลืมว่าเรามีศิษย์เก่าที่มีความคิดหลากหลาย นักศึกษาในปัจจุบันเองก็ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับเรื่องเหล่านี้ กระทั่งคนข้างนอกก็เช่นเดียวกัน ผมคิดว่านี่เป็นบทบาทที่ยากและท้าทาย การที่เราอยู่ตรงนั้นเหมือนนั่งอยู่บนกองเพลิง ทีมบริหารเองเข้าใจว่ายังไงก็ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งสองฝั่ง แต่ผมคิดว่า การถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งสองฝั่งหลังจากปล่อยแถลงการณ์ออกไปก็อธิบายได้ส่วนหนึ่งว่า เราไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่พยายามรักษาสมดุลในฐานะที่เป็นสถาบันการศึกษา และผมก็อยากให้แยกระหว่างสถาบันการศึกษากับความเชื่อส่วนบุคคล ณ ช่วงเวลานั้น ผมก็ไม่สามารถเอาความเชื่อส่วนบุคคลของผมเข้าไปใช้ได้ทั้งหมด

โดยประวัติศาสตร์ของธรรมศาสตร์ ดูเหมือนมหาวิทยาลัยมีบทบาทในการอยู่ข้างประชาธิปไตย แต่จริงๆ แล้วถ้ามองกลับไป กระทั่งประวัติศาสตร์ของธรรมศาสตร์เองก็มีการเปลี่ยนผ่านในเชิงนโยบายของผู้บริหารแต่ละยุค ขึ้นอยู่กับว่าใครเข้ามาด้วยกลไกแบบไหน แต่เพราะชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยในแง่การเป็นสถาบันที่อยู่เคียงข้างประชาชน ทำให้เราถูกคาดหวังว่าในช่วงเวลานี้มหาวิทยาลัยควรจะต้องยืนข้างประชาชน

 

 

นอกจากการไปประกันตัวแกนนำนักศึกษาแล้ว คุณต้องดูแลนักศึกษาอย่างไรบ้าง

จริงๆ เราทำงานกันเป็นทีม ไม่ใช่ผมแค่คนเดียว ผมเป็นแค่หนึ่งในทีมบริหารของมหาวิทยาลัย และทีมกองกิจการนักศึกษา หน้าที่ของเราคือพยายามดูแลนักศึกษา ทั้งเรื่องความปลอดภัยและการช่วยเหลือในด้านกฎหมาย บทบาทของผมจริงๆ คือการช่วยดูว่านักศึกษากำลังเดือดร้อนหรือต้องการความช่วยเหลือในแง่ไหน บางครั้งผมก็ทำงานเป็นกึ่งๆ ผู้ประสาน เนื่องจากเรารู้จักกับคนหลายๆ คนในสังคมหรือในพื้นที่ต่างๆ ที่อาจช่วยทำให้การเจรจาระหว่างฝ่ายต่างๆ เกิดขึ้นได้ ผมมองว่าตัวเองเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่ต้องการให้การขับเคลื่อนของนักศึกษามีความปลอดภัยให้มากที่สุด มีความรุนแรงหรือการสูญเสียกันให้น้อยที่สุด และทำให้เกิดการรับฟัง เจรจา ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เพื่อหาข้อตกลงที่น่าจะช่วยให้การขับเคลื่อนของนักศึกษาเป็นไปด้วยดี

 

ถ้ายกตัวอย่างการชุมนุมวันที่ 19 กันยายน ที่ผู้ชุมนุมเข้าไปในธรรมศาสตร์ก่อนจะย้ายไปปักหลักที่สนามหลวง ทีมของคุณต้องทำอะไรกันบ้างในวันแบบนั้น

เนื่องจากมหาวิทยาลัยไม่ได้อนุญาตให้ใช้พื้นที่ในการชุมนุม แต่เมื่อผู้ชุมนุมเข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัยแล้ว หน้าที่ของเจ้าของพื้นที่คือต้องดูแลความปลอดภัยให้ดีที่สุด ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม ในวันนั้นทีมของเราต้องดูแลทั้งในเรื่องสุขอนามัย ประสานงานกับคณะต่างๆ ที่อยู่ในธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ให้เขาช่วยเปิดห้องน้ำบริเวณชั้นล่างให้กับผู้ชุมนุม ประสานงานดูแลความปลอดภัย ทั้งการเปิดไฟ การดูแลพื้นที่ต่างๆ ให้เป็นไปโดยไม่มีความขัดแย้งรุนแรงต่อกัน คุยกับเจ้าหน้าที่ในแต่ละตึกให้เขาเข้าใจบทบาทของมหาวิทยาลัยในแง่ที่เราเป็นเจ้าของพื้นที่

แน่นอนว่า เหตุการณ์ในวันนั้นบุคลากรในพื้นที่บางคนก็อาจจะรู้สึกกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ถ้ามีคนบุกเข้ามาจะมีการทำลายข้าวของ หรือทำร้ายร่างกายกันหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ ผู้เข้าร่วมชุมนุมเขาก็สงบมาก เขาเข้ามาและสุดท้ายก็ย้ายออกไปอยู่ที่สนามหลวง หน้าที่ของเราในช่วงเวลานั้นคือการเข้าไปช่วยคุยกับทีมตำรวจ ทีมรปภ. ทีมแม่บ้านที่ช่วยดูแลพื้นที่ คอยเช็กว่าเขาโอเคมั้ย เป็นอย่างไรบ้าง เหนื่อยไหม ให้เขารู้สึกว่าถูกมองเห็น นี่เป็นอีกจุดที่สำคัญ บางทีคนจะรู้สึกว่าเราจะต้องใส่ใจเฉพาะคนที่เป็นแกนนำหรือผู้บริหาร แต่ถ้าเราคิดถึงทุกๆ คนที่มีส่วนร่วมในพื้นที่ตรงนั้น ไม่ว่าเขาจะเป็นคนที่เข้ามาชุมนุมในพื้นที่ของเรา หรือคนที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้น เราก็จะต้องเข้าไปช่วยดูแลความรู้สึกของพวกเขาเหล่านั้นเช่นกัน

 

ในบทบาทการดูแลครอบครัวของนักศึกษา คุณเห็นอะไรบ้างในช่วงที่แกนนำได้รับหมายจับ ครอบครัวของแกนนำเผชิญสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร

ผมคิดว่าพวกเขาต้องต่อสู้กับสภาวะข้างในของตัวเอง พร้อมๆ กับรับมือจากกระแสข้างนอกที่เข้ามากดดัน ไม่ต้องมีความรู้มากก็สามารถจินตนาการได้ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น พ่อแม่พี่น้องของนักศึกษาจะได้รับผลกระทบยังไงบ้าง ทั้งคำวิพากษ์วิจารณ์ คำขู่ จากคนที่อาจจะอยู่อีกฝั่งหนึ่งของอุดมการณ์ ผมคิดว่าการหยัดยืนเพื่อคนในครอบครัวของพวกเขาคือความกล้าหาญและความเมตตาของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่ต้องการดูแลลูกให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมโชคดีที่ได้เข้าไปสัมผัสความรักของครอบครัวและได้เห็นว่า ไม่ว่าลูกของเขาจะตัดสินใจอย่างไร สุดท้ายแล้วความเป็นพ่อเป็นแม่ก็คือการอยู่เคียงข้างลูก

ผมมีโอกาสได้คุยกับคุณแม่ของเพนกวิน เราก็เห็นความกล้าหาญ เห็นความชัดเจนในอุดมการณ์ของคุณแม่ที่กังวลว่าข่าวเกี่ยวกับตัวเองจะไปกระทบกับการเคลื่อนไหวของลูกชาย ผมว่านี่คือความเสียสละที่ทำให้เราเห็นจิตวิญญาณของความเป็นแม่และความงดงามในความเป็นมนุษย์จริงๆ

 

คุณคิดว่าฝ่ายตำรวจเข้าใจนักศึกษามากน้อยแค่ไหน

ผมไม่อยากตอบแทนตำรวจ แต่ผมเชื่อว่าทุกๆ คนมีเฉดสี มีอุดมการณ์ทางการเมือง มีหน้าที่ความรับผิดชอบที่หลายๆ ครั้งก็ขัดแย้งกันเอง ประเด็นสำคัญคือเราต้องเห็นก่อนว่าตำรวจก็เป็นมนุษย์คนนึง ผมยังเชื่อเรื่องที่มนุษย์ทุกคนมีทางเลือกในชีวิตเสมอ แต่ในหลายๆ ครั้งการเลือกของเราอาจจะยาก เพราะไปเกี่ยวข้องกับคนอื่นๆ ในชีวิต ทั้งครอบครัว ญาติพี่น้อง คนรัก ทำให้เราไม่สามารถใช้แค่หลักการหรืออุดมการณ์ในการตัดสินใจได้

ตำรวจเองก็คงเผชิญหน้ากับความยากลำบากในการตัดสินใจหลายๆ เรื่อง และอยู่ในโครงสร้างที่กดทับจากการบริหารอำนาจในแนวดิ่ง ทำให้หลายคนไม่รู้ว่าจะปฏิเสธต่ออำนาจได้ยังไง หรือทำได้หรือเปล่าด้วยซ้ำไป เราต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมของการฝึกตำรวจและทหารถูกหล่อหลอมด้วยความเชื่อแบบหนึ่ง การต้องรับฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ทำให้การตั้งคำถามหรือการคิดเป็นอื่นแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ผมก็เชื่อว่า ‘แทบจะเป็นไปไม่ได้’ หมายความว่ายังมีความเป็นไปได้เช่นกัน

ผมยังเชื่อมั่นว่ามีตำรวจทหารบางคนที่ตั้งคำถามว่า ตกลงเราจะอยู่กับวัฒนธรรมแบบนี้ไปได้อีกนานขนาดไหน ผมคิดว่าหลายคนเริ่มเห็น เริ่มคิด เริ่มเอะใจ เขาอาจเริ่มเห็นความไม่ปกติในสิ่งที่ถูกบอกว่าเป็นความปกติ หรือในระบบวัฒนธรรมการทำงานของตัวเอง ผมหวังว่าเราจะเห็นการลุกขึ้นมาอยู่เคียงข้างประชาชน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตำรวจทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและปกป้องกฎหมายอย่างแท้จริง

เราต้องเชื่อมั่นว่าความเป็นมนุษย์ในตัวเขาจะถูกปลุกขึ้นมา จนเขากล้าหาญมากพอที่จะท้าทายต่อระบบอำนาจที่เข้มแข็งเสียเหลือเกิน

 

 

แต่การรอและเชื่อมั่นต่อไป ในขณะที่ตำรวจอยู่ในสภาพ ‘นายสั่งมา’ ไปเรื่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้ฝั่งนักศึกษาและผู้ชุมนุมยิ่งรู้สึกโกรธ

ใช่ครับ แน่นอน การปฏิบัติต่อผู้คนไม่เหมือนกันจะถูกตีความว่าเป็นการเลือกปฏิบัติแน่นอน ไม่ใช่ทุกๆ คนที่ถูกปฏิบัติแบบนั้นในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน

ถ้าเรามองย้อนกลับไปดูสถานการณ์การชุมนุมในอดีต ในเหตุการณ์อื่นๆ เราจะเห็นว่าการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็แตกต่างกันไปในแต่ละกรณี เพราะฉะนั้นก็จะมีคำถามเกิดขึ้นตลอดว่า อ้าว ทำไมครั้งก่อนหน้านั้น หรือแม้กระทั่งในช่วงนี้ถึงได้ปฏิบัติกับผู้ชุมนุมที่อาจจะมีอุดมการณ์อื่นๆ แตกต่างจากการปฏิบัติกับนักศึกษา ทำไมทุกๆ คนไม่ได้ถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน สิ่งเหล่านี้เป็นชุดคำถามที่สามารถถามได้อย่างชอบธรรม และตำรวจเองก็ต้องมีความรับผิดชอบ ต้องสามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

 

ในการชุมนุม เยาวชนกลุ่มหนึ่งที่หลายคนเป็นห่วงคือกลุ่มการ์ด เพราะต้องรับหน้าที่ที่เสียงภัย อาจารย์ดูแลพวกเขาอย่างไรบ้างทั้งเรื่องความปลอดภัยและจิตใจ

ผมเคยมีโอกาสได้คุยกับตัวแทนบางคนในทีมของพวกเขา มหาวิทยาลัยเองมีระบบความช่วยเหลืออยู่ค่อนข้างเยอะพอสมควร เพราะฉะนั้นในเชิงสุขภาพร่างกายและจิตใจเรามีบริการให้อยู่แล้ว หรือแม้กระทั่งถ้าต้องการคุยกับฝั่งตำรวจหรือทนาย เราก็สามารถช่วยประสานงานให้ได้เช่นกัน หน้าที่ของเราคือเป็นตัวกลางที่คอยเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน กับน้องๆ ทีมการ์ดเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

ผมเห็นความเหนื่อยในตัวพวกเขา เขาทำงานโดยเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อทำให้พื้นที่ซึ่งมีผู้คนมากมายอยู่ในความปลอดภัย เราก็ต้องขอบคุณน้องๆ เหล่านี้ที่มีความกล้าหาญ ลูกศิษย์ผมบางคนที่คณะก็ไปช่วยดูแลเป็นแนวหน้าอยู่เหมือนกัน ในหน้าที่ของความเป็นครู นอกเหนือจากความเป็นห่วงเป็นใยที่มีให้เขาแล้ว ก็ต้องช่วยย้ำเรื่องการดูแลตัวเองและเพื่อนๆ ไปพร้อมๆ กัน เพราะผมเชื่อว่าการเคลื่อนไหวจะอยู่ไปอีกยาวพอสมควร จะทำอย่างไรเขาถึงจะสามารถมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยจนถึงวันที่อาจได้เห็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์กว่านี้

 

คิดว่าจริงๆ แล้วนักศึกษาธรรมศาสตร์ทั้งในฐานะแกนนำ ทีมงาน และผู้ร่วมชุมนุม ต้องการหรือคาดหวังอะไรจากมหาวิทยาลัย

ถ้าให้ผมเดาจากกระแสที่เกิดขึ้นตอนนี้ ฝั่งของผู้สนับสนุนแกนนำก็คงอยากเห็นมหาวิทยาลัยประกาศจุดยืนที่ชัดเจนกว่านี้ ในเชิงของการอยู่เคียงข้างประชาชน ถ้าพูดในนามส่วนตัว ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน แต่มันมีความซับซ้อนในการจะสื่อสารอะไรออกมาในพื้นที่สาธารณะ ตัวท่านอธิการเองก็เป็นห่วงเป็นใยนักศึกษาอยู่ตลอดเวลา โทรเช็กกับผมเป็นระยะๆ ว่านักศึกษาโอเคไหม

มหาวิทยาลัยจะทำอะไรได้มากกว่านั้นไหม ผมคงไม่ได้อยู่ในบทบาทที่จะสามารถตอบได้ แต่ถ้าถามในหลักการและอุดมการณ์ ผมยังเชื่อมั่นอยู่ว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับประชาชน มหาวิทยาลัยก็พยายามอย่างที่สุดที่จะดำรงอยู่ในกระแสที่มีความขัดแย้ง ความกดดัน และความคาดหวังจากทุกๆ ทาง โจทย์สำคัญคือเราจะอยู่กับกระแสน้ำที่เชี่ยวและดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างลงไปได้ยังไง ผมคิดว่าบางทีเราก็สำลักน้ำ บางที่เราก็เกือบจะจม แต่ก็ต้องหาโอกาสในการพยุงตัวเองให้ผ่านพ้นกระแสที่ค่อนข้างรุนแรงในช่วงนี้ไปให้ได้

ผมเป็นแค่คนตัวเล็กๆ คนนึงเท่านั้นในทีมบริหาร เราต้องทำหน้าที่ที่คิดว่าจำเป็น เราไม่ได้เป็นคนตัดสินใจในนามของมหาวิทยาลัย ซึ่งผมคิดว่าเราอาจจะต้องให้ความเข้าใจกับคนที่ทำหน้าที่ตัดสินใจด้วย เพราะเขาก็เผชิญหน้ากับความยากลำบากเช่นกัน

 

 

ในช่วงที่แกนนำถูกจับก็มีกระแสที่เรียกกันว่า ‘แกนนอน’ เกิดขึ้น นั่นแปลว่าเราต้องการภาวะของผู้นำในตัวทุกคน ในฐานะที่อาจารย์สอนวิชาภาวะผู้นำและการจัดการการเปลี่ยนแปลง ในสถานการณ์แบบนี้ภาวะผู้นำแบบไหนที่ผู้คนควรจะมี

จริงๆ แล้วกระแสของ Collective leadership หรือผู้นำร่วมมีมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา เป็นความคิดที่มองว่าสังคมไม่สามารถรอฮีโร่ขี่ม้าขาวคนสองคนเข้ามาช่วยกู้สังคมได้อีกต่อไปแล้ว เพราะทุกคนล้วนมีความสามารถและมีศักยภาพมากพอที่จะร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงสังคม เพียงแต่แนวคิดนี้อาจจะยังไม่ได้รับความสนใจมากเท่าไหร่นักในช่วงก่อนหน้านี้ เพราะทุกวันนี้เราก็ยังเห็นว่าในสังคมวัฒนธรรมบ้านเรายังเชิดชูคนบางคนมากกว่าคนอื่นๆ ในแง่ของการทำให้สังคมดีขึ้น

กระแสผู้นำร่วมคือกระแสที่เรามองว่าคนทุกคนมีศักยภาพภายในที่แตกต่างกัน แต่เมื่อนำมารวมกันแล้วก่อให้เกิดพลังที่จะเปลี่ยนแปลงหรือขับเคลื่อนสังคมได้ เราจะเห็นได้จากกรณีการชุมนุมต่างๆ ที่ผ่านมา คนแต่ละคนเมื่ออยู่ตามลำพังอาจจะรู้สึกไม่มีพลัง (powerless) พอที่จะพูดหรือทำบางอย่างเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้จริง แต่พอเราได้เจอคนที่มีอุดมการณ์หรือมีเป้าหมายบางอย่างคล้ายกัน และมารวมตัวกัน มันก็เข้าไปปลุกไฟหรือพลังในตัวเราให้รู้สึกกล้าหาญมากขึ้นที่จะพูดหรือออกมาแสดงจุดยืนทางการเมือง นี่เป็นโอกาสอันดีที่ผมหวังว่าจะไม่จบอยู่แค่ในการชุมนุม

เมื่อคนเราได้สัมผัสถึงศักยภาพภายในจนสามารถลุกขึ้นมาทำบางอย่างหรือเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวของเราเอง ก็น่าจะขยายไปสู่บริบทหรือมิติอื่นๆ ในชีวิตของเขาด้วย ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน ประเด็นปัญหาทางสังคมในเรื่องอื่นๆ เช่น สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ

ไม่ใช่แค่เฉพาะคนรุ่นใหม่ ผมคิดว่าเราต้องการพลังแบบนี้จากคนทุกคนในสังคมเพื่อมองเห็นว่าสังคมมีปัญหา มีความผิดปกติและความไม่ชอบธรรมเกิดขึ้น โดยที่เรากล้ามองมันอย่างตรงไปตรงมาและนำไปสู่การตั้งคำถามว่าเราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง เพราะการนิ่งเฉยต่อสิ่งต่างๆ เป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมบ้านเรา เมื่อเรานิ่งเฉยและรู้สึกไม่มีพลัง ก็จะรอให้มีคนมาช่วย รอเลือกนักการเมืองที่เรารู้สึกว่าเป็นคนดีที่สุดเพื่อเข้ามาเปลี่ยนแปลง แต่ที่ผ่านมาเราก็เห็นแล้วว่าวิธีคิดแบบนี้ไม่ได้ผล  และเป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบในฐานะพลเมืองคนหนึ่งในสังคม

เมื่อมีกระแสของผู้นำร่วมเกิดขึ้น เราจะได้เรียนรู้ว่าเราสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้ ผมหวังว่าเมื่อเชื้อไฟในใจของเราถูกจุดติดแล้ว จะส่งต่อเชื้อไฟนี้ต่อไปในอนาคตด้วย

 

สถานการณ์ทุกวันนี้ทำให้เห็นว่าสังคมอาจจะยังขาดความอดทนอดกลั้นต่อความเห็นที่แตกต่าง ในฐานะที่อาจารย์รับหน้าที่ตัวกลางในการเจรจา เราควรทำอย่างไรเมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีความอดทนอดกลั้นกับเรา อาจรุนแรงไปจนถึงอยากใช้ความรุนแรงกับเรา

อันดับแรก เราต้องเห็นความรู้สึกของตัวเราเองก่อน ผมรู้ว่าเป็นเรื่องยาก เพราะความรู้สึกโกรธเป็นเรื่องที่เรามักจะรับรู้ต่อเมื่อได้ระเบิดมันออก ได้อาละวาด หรือกระทำบางสิ่งไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะผ่านการเขียนโพสต์หรืออะไรก็ตาม แต่ความจำเป็นของยุคสมัยนี้คือการที่เราให้ empathy กับตัวเราเองก่อน เราต้องเห็นสภาวะความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นในตัวเรา เห็นว่าที่มาที่ไปคืออะไร เช่น เรากำลังรู้สึกโกรธกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม รู้สึกโกรธคนที่ใช้ความรุนแรงต่อเรา เป็นต้น

เมื่อเราเห็นความโกรธแล้ว ลำดับต่อไปคือการคิดว่าเราจะจัดการกับความโกรธนั้นยังไง จริงๆ การได้เห็นความโกรธจะช่วยลดพลังงานความโกรธในตัวเราไปได้พอสมควรเหมือนกัน แต่ต้องมองเป้าหมายให้ชัดเจนว่าจากสถานการณ์ที่ทำให้เราโกรธ จริงๆ แล้วเราต้องการให้เกิดอะไรขึ้น โฟกัสไปที่เป้าหมาย แทนที่จะใช้พลังงานในฐานะความโกรธ ลองเปลี่ยนให้เป็นพลังงานของการลงมือทำบางสิ่ง เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่เราอยากให้เกิดขึ้นจริง การที่เราไม่จมลงไปกับสภาวะอารมณ์ความรู้สึกที่ท่วมท้น จะทำให้เรามีสติ ถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อจะมองว่าเราจะทำอะไรต่อได้บ้าง

เมื่ออยู่กับสภาวะความรู้สึกโกรธ ความรู้สึกหมดหวัง หดหู่ เป็นเวลานาน จะทำให้เรา burn out และการ burn out จะส่งผลต่อสุขภาวะของเราเองทั้งทางกายและใจ ถ้าเรายังจมอยู่กับความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้ สุดท้ายเราจะถูกสภาวะนี้ทำร้ายตัวเราเองและไม่สามารถยืนหยัดต่อไปในการขับเคลื่อน

สิ่งเหล่านี้พูดง่ายกว่าลงมือปฏิบัติ ในความเป็นจริง เรามักอยู่กับความเป็นอัตโนมัติเหมือนโหมด Auto Pilot พอเกิดอะไรขึ้น พอเราเห็นอะไรที่ไม่พอใจ เราก็ตอบสนองไปทันที แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าสถานการณ์อาจจะเป็นแบบนี้ไปอีกนาน เราจึงไม่สามารถใช้วิธีการเดิมๆ หรือใช้โหมด Auto Pilot ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะเราอาจจะป่วยหรือตายก่อนได้เห็นประชาธิปไตย

ถ้าเราอยากจะอยู่กับการเคลื่อนไหวทางสังคมไปอีกยาวนาน ต้องเริ่มต้นจากการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เรายิ่งต้องดูแลตัวเองให้มากกว่าปกติ เพราะถ้าเราล้มคนนึง นั่นหมายความว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนอาจต้องหยุดชะงักลง

 

 

ณ ตอนนี้ ความท้าทายทางอารมณ์ความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ที่พยายามขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงคืออะไร

ผมคิดว่าการเคลื่อนไหวทางสังคมในครั้งนี้จะดำเนินต่อไปอีกยาวนานพอสมควร สิ่งหนึ่งที่ผู้มีอำนาจพยายามทำให้เกิดขึ้นคือ ทำให้ผู้ที่ออกมาต่อต้านรู้สึกเหนื่อย จน burn out รู้สึกว่าไม่สำเร็จสักที และคงมีความเชื่อด้วยว่าไม่มีใครอยู่ตรงนี้ได้นานหรอก เดี๋ยวชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป นี่เป็นหนึ่งในความท้าทายของการขับเคลื่อนทางสังคม คือทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่ยังดำรงอยู่ในการเคลื่อนไหวตรงนี้ได้ต่อเนื่องและไม่หลุดหายไปเสียก่อน

เมื่อการเปลี่ยนแปลงเห็นผลช้าหรือเห็นผลน้อย พร้อมกับที่เรามีความโกรธอยู่ตลอดเวลา อาจจะทำให้เราเกิดความคับข้องใจ มีอารมณ์หลายๆ อย่างปะทุขึ้นมา บางครั้งอารมณ์เหล่านี้ถูกระบายออกผ่านการไปโจมตีฝ่ายตรงข้าม เช่นเรื่องหน้าตา บุคลิกภาพ รสนิยม แต่สิ่งนี้ไม่ใช่เป้าหมายจริงๆ ที่เราต้องการ เราอาจใช้การโจมตีเรื่องส่วนตัวเป็นเครื่องมือในการปลดปล่อยความตึงเครียด เป็นการผ่อนปรนความรู้สึกที่ปะทุภายในตัวเรา แต่การทำแบบนี้ไปนานๆ อาจจะทำให้สูญเสียโฟกัสที่เราต้องการจริงๆ

ผมพยายามคุยกับนักศึกษาหลายๆ คนในห้องเรียนของผมว่า เวลาเราจะทำงานเรื่องการเปลี่ยนแปลงสังคม เราต้องกุมเป้าหมายให้ชัดเจน โอเค บางทีเราอาจจะมองว่า เราจำเป็นต้องแซะเพื่อให้ฐานความเชื่อเกี่ยวกับคนบางคนที่เคยถูกสถาปนาไว้ถูกทำลายลง แต่อย่าใช้มันจนทำให้เราหลุดประเด็น

ไม่ใช่เฉพาะคนรุ่นใหม่หรอก คนทุกรุ่นแหละกำลังเผชิญกับสภาวะของการไม่รู้จะไปทางไหนต่อ บางทีรู้สึกเหมือนเกือบจะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว แต่ก็ถูกตีกลับมาอีก คำถามก็คือ เราจะประคับประคองตัวเองยังไง จะอยู่กับสิ่งที่เหมือนจะไม่สำเร็จสักทีได้ยังไง ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก

 

ถ้าพฤติกรรมแซะมาจากความโกรธ พอไปดูที่มาที่ไปของความโกรธในสถานการณ์การเมืองตอนนี้ก็จะพบว่าหลายอย่างมันน่าโกรธจริงๆ แล้วแบบนี้อาจารย์จะอธิบายกับคนรุ่นใหม่อย่างไร

อาจจะมีคำถามโยนกลับมาว่า ในเมื่อฝั่งตรงข้ามไม่เห็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเรา แล้วทำไมเราถึงต้องไปให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของอีกฝั่ง ในแง่นึงก็ถูกต้อง ในเมื่อเขาไม่เห็นเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องเห็นเขา แต่ผมคิดว่าถ้าเราต้องการเรียกร้องบางสิ่งบางอย่าง เราก็ต้องสามารถจัดการหรือดูแลวิธีการแสดงออกของตัวเองให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ที่เรากำลังจะสร้างให้เกิดขึ้น

ถ้าเราเรียกร้องสังคมที่ทวงคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคน เราก็ไม่ควรจะใช้วิธีการที่เหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอื่นเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงสังคม แน่นอนว่าเรายังเป็นมนุษย์ปุถุชน เราอาจจะมีหลุดบ้าง แต่เราต้องเรียนรู้ที่จะทำงานกับตัวเราเองด้วยเช่นกัน เราต้องเห็นก่อนว่า เรากำลังรู้สึกอะไร คิดอะไรอยู่ แล้วความคิดความรู้สึกนั้นทำงานกับร่างกายและจิตใจเรายังไง เพื่อเราจะได้ไม่ถูกมันควบคุมการแสดงออกหรือพฤติกรรมของเราไปทั้งหมด พอเราเห็นตัวเองชัดขึ้น ผมคิดว่า เราจะมีสติมากพอที่จะประเมินสถานการณ์ว่า เราควรจะทำอะไรต่อไปเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายในสิ่งที่เราต้องการจริงๆ

 

 

ตอนนี้ปรากฏการณ์ที่เกิดในสังคมคือเยาวชนกลับบ้านไม่ได้ แตกหักกับครอบครัว เพราะความเห็นต่างทางการเมือง ในสถานการณ์เหล่านี้เราจะสร้างพื้นที่ตรงกลางให้เป็นรูปธรรมจริงๆ ได้อย่างไรบ้าง

ผมยังยืนยันในหลักการเรื่องการรับฟังกันและกัน แต่เข้าใจว่าหลายๆ ครอบครัวเติบโตหรือถูกบ่มเพาะมาในวัฒนธรรมที่พ่อแม่คือผู้ที่เป็นใหญ่ที่สุดในครอบครัว ที่ผ่านมาพ่อแม่ฝึกแค่ทักษะการสั่ง สั่งยังไงให้ลูกปฏิบัติตาม โดยที่ไม่ได้พยายามเรียนรู้ทักษะการฟัง แม้กระทั่งการเคารพในความเป็นมนุษย์ของลูกในการที่เขาสามารถเลือกและตัดสินใจเองได้ พูดตรงๆ ว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะช้าไปเสียแล้วในสังคมปัจจุบัน

สถานการณ์ตอนนี้บีบคั้นความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างมาก แต่ผมคิดว่าอย่างน้อยๆ สิ่งที่ทำได้คือ เรียกร้องให้ไม่มีการใช้ความรุนแรงกับคนในครอบครัว ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจ และเรียกร้องการขอพักเบรกระหว่างกัน ในเมื่อยังคุยกันไม่ได้ ฟังกันไม่ไหว

ในฝั่งพ่อแม่ พ่อแม่ต้องเห็นว่าสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นความรักความหวังดีต่อลูก ส่วนหนึ่งมีข้อแม้อยู่ คือฉันจะรักเธอก็ต่อเมื่อเธอเชื่อฟังฉัน ถ้าเรามองเห็นข้อแม้นี้ ก็จะตั้งคำถามว่าตกลงสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นความรักต่อลูก จริงๆ แล้วยังมีอยู่ไหม ถ้ายังไม่สามารถรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างสุดขั้วของลูกได้ อย่างน้อยๆ ควรยึดกุมความรักของการเป็นพ่อแม่ที่จำเป็นต้องมีให้กับลูก ด้วยการไม่พยายามไปตัดสินหรือเปลี่ยนแปลงเขา แต่ให้พื้นที่ในการเรียนรู้และเติบโตด้วยตัวเขาเอง แล้วเมื่อวันนึงเราพร้อม ก็อาจจะมีโอกาสกลับมาคุยและฟังกันและกันจริงๆ

เวลาอ่านตามบทความต่างๆ ที่เขียนว่าพ่อแม่ต้องรับฟังลูก ในความเป็นจริงเขาไม่ทันอารมณ์ของตัวเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมจะไม่โรแมนติก ผมจะบอกแค่ว่า อย่าใช้ความรุนแรงไม่ว่าคุณจะโกรธอย่างไรก็ตาม ให้หลบเข้าห้องคุณ แยกย้ายกันก่อน อยู่ในบ้านเดียวกันแต่ไม่ต้องเจอหน้ากันก็ได้ในช่วงเวลาเหล่านี้

ฝั่งของลูกก็เช่นเดียวกัน อย่าไปพยายามคาดคั้นพ่อแม่ของเรา ทำไมยังดูสื่อบางสื่ออยู่ ทำไมอย่างนู้นอย่างนี้ ต้องเข้าใจด้วยว่าเขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน ต่อให้คุณมีหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์เป็น 100 GB แต่สิ่งที่เขาเชื่อไปแล้วได้กลายเป็นความรู้สึก เป็นภาพประทับที่ยากจะสั่นคลอน เพราะฉะนั้นเราต้องให้พื้นที่เขาเช่นกัน ผมคิดว่านี่คือการทำงานอย่างหนึ่งของทั้งสองฝั่ง คือการให้พื้นที่กับความเห็นต่างมากพอจนสามารถอยู่ร่วมกันตรงนั้นได้

บางทีสถานการณ์นี้ก็ต้องการความช่วยเหลือของบุคคลที่ 3 ด้วย เพื่อทำให้เขาได้ฟังกันและกันจริงๆ ผมคิดว่าการมีหน่วยงาน องค์กร หรือพื้นที่ของการพูดคุยกันในกลุ่มของพ่อแม่หรือกลุ่มของลูกก็เป็นสิ่งสำคัญ บางทีพ่อแม่อาจจะต้องการฟังเสียงของพ่อแม่คนอื่นๆ ฟังคนที่เขาเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ฟังคนที่มีอุดมการณ์คล้ายๆ กันว่าเขาดูแลลูก หรือดูแลสถานการณ์ยังไงให้ผ่านช่วงวิกฤตไปและไม่แตกหักกัน

ถ้าพ่อแม่เลือกที่จะตัดขาดความสัมพันธ์กับลูก แล้วลูกรู้สึกว่ายังรักพ่อแม่เราอยู่ อย่างน้อยๆ เราก็สามารถบอกให้เขารู้ว่าไม่ว่าจะยังไงเราก็ยังรักเขา เพราะความรักไม่มีอุดมการณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เนื่องจากผมเป็นคนไม่โรแมนติก สุดท้ายผมก็จะบอกว่า เมื่อพ่อแม่เลือกที่จะตัดความสัมพันธ์กับเรา เราอาจจะออกมาจากความสัมพันธ์ตรงนั้นก่อน เพราะสิ่งที่เราสามารถสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ได้คือครอบครัวใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมา ผมทำงานกับกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศซึ่งประชากรหลายคนถูกไล่ออกจากครอบครัวและเผชิญปัญหานี้มานาน คนกลุ่มนี้เลือกจะสร้างชุมชน สร้างครอบครัวของเขาขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่รู้สึกตัวคนเดียว ฉะนั้นเราอาจจะต้องช่วยทำให้น้องๆ เห็นความเป็นไปได้อื่นๆ ในการสร้างครอบครัวใหม่ จากเพื่อน จากคนที่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน หรือคนรุ่นราวคราวเดียวกัน

 

ปัจจุบันเพดานการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนได้เปลี่ยนไป เยาวชนปัจจุบันไม่เพิกเฉยต่อสิ่งต่างๆ และต้องการลงมือทำมากขึ้น ในสถานการณ์นี้โจทย์ใหม่ของสถาบันการศึกษาคืออะไร

ผมคิดว่าหน้าที่ของสถาบันการศึกษาควรจะเป็นทั้งการให้ความรู้และถอดบทเรียนปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ต้องวิ่งตามให้ทันว่าเกิดอะไรขึ้น ทฤษฎีต่างๆ ที่เคยมีในอดีตใช้ได้ไหม ความรู้อะไรที่ต้องมีเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น องค์ความรู้ในการบริหารจัดการม็อบ

อีกสิ่งหนึ่งที่สถาบันการศึกษาพยายามทำมานานแล้ว แต่ยังทำไม่สำเร็จ คือการเป็นเสาหลักทางวิชาการให้กับสังคม การที่เราสามารถใช้องค์ความรู้ ใช้ผลงานทางวิชาการ เป็นตัวขับเคลื่อนสังคมให้เกิดความก้าวหน้า ความยุติธรรม เกิดสังคมที่สมาชิกในสังคมดำรงชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขและเป็นปกติ สิ่งเหล่านี้จะต้องเป็นเป้าหมายที่สำคัญของสถาบันการศึกษา

อีกส่วนหนึ่งคือการเปิดพื้นที่ความเป็นไปได้ในการเรียนรู้ การเรียนรู้ในที่นี้คือการเรียนรู้ของคนต่างยุค ต่างสมัย ต่างเจเนอเรชัน ทุกวันนี้ผมยังมีปัญหากับวิธีคิดที่ว่ามหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่เฉพาะของเยาวชน ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นสถาบันการเรียนรู้ที่ดึงเอาคนทุกส่วนในสังคมมาร่วมเรียนรู้ใหม่ได้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เอาคนสูงวัยมาเข้าโรงเรียนผู้สูงอายุเท่านั้น นั่นหมายความว่า เราจำเป็นจะต้องสร้างการเรียนรู้ระหว่างเจเนอเรชันให้มากกว่านี้ ซึ่งทุกวันนี้มีช่องว่างอยู่มาก เมื่อไหร่ก็ตามที่คนหลายๆ คนคุ้นชินต่อการเรียนรู้ร่วมกันในพื้นที่หนึ่งๆ ได้ สามารถเปิดใจรับฟังโลกทัศน์ มโนทัศน์ ของคนที่ไม่ได้เติบโตมาในยุคสมัยเดียวกับเราได้ ผมเชื่อมั่นว่า เราอาจจะสามารถสร้างความอดทนอดกลั้นต่อความเห็นที่แตกต่างในสังคมได้ ประสบการณ์การเรียนรู้เหล่านี้จะมีคุณค่าและมีประโยชน์อย่างมากในสถาบันการศึกษา

Author

Suphawan Kongsuwan

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ - จบจากรั้ววารสารฯ ธรรมศาสตร์ รักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน เข้าถึงคนรุ่นใหม่ สนใจประเด็นเรื่องเพศ และเชื่อในการบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนอย่างเท่าเทียม