อายุษ ประทีป ณ ถลาง เรื่อง

 

ใครเคยเปรียบคุกตะรางเมืองไทยประหนึ่งนรก ดูถูกดูแคลน มีความเชื่อว่าเรือนจำไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิด พฤติกรรมนักโทษ หรือผู้ต้องขังได้ หากติดตามข่าว นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้รับการปล่อยตัว ภายหลังศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 1 ปี ในคดีหมิ่นประมาท นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้ว เห็นทีจะต้องคิดใหม่ ทำใหม่

เพราะทันทีที่นายจตุพรได้รับอิสรภาพกลับคืนมาอีกครั้ง ประธาน นปช. ได้ให้สัมภาษณ์หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ราวกับคนละคน

ไม่หลงเหลือเค้าของอดีตแกนนำ นปช. คนเดิม ที่เคยนำพาประชาชนเรือนหมื่นเรือนแสนชุมนุมปิดถนนราชประสงค์ นำไปสู่การล้อมปราบด้วยอาวุธ มีผู้คนล้มตายเรือนร้อยบาดเจ็บเรือนพัน

ไม่ใช่นายจตุพรปากกล้าท้าทายอำนาจรัฐ คำก็ประชาชนสองคำก็ประชาชน พูดจามุทะลุดุดัน ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม

ผู้คนประหวั่นพรั่นพรึง กลัวแกนนำคนเสื้อแดงคนนี้จะพามวลชนไปปิดล้อม ชุมนุม…

กลับกลายเป็นสุภาพบุรุษซึ่งมีมธุรสวาจา ถ้อยคำฟังแล้วระรื่นหู เต็มไปด้วยความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง อยากจะเห็นประเทศชาติหลุดพ้นจากวิกฤต

ทั้งนี้ นายจตุพรได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า หลังออกจากเรือนจำไปแล้วจะมีการปรึกษาหารือ เพื่อหาทางออกให้ชาติบ้านเมืองต่อไป ที่ผ่านมาไม่เคยบอกว่าเราทำถูกทุกเรื่อง บางเรื่องก็ถูก บางเรื่องก็ผิด ที่ผิดและถูกก็ย่อมเป็นบทเรียน คนที่ผ่านเหตุการณ์บ้านเมืองมาน่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นถ้ายังเดินไปในสภาพอย่างนี้

อย่าเดินตามประวัติศาสตร์ เพราะประวัติศาสตร์ได้สอนเราแล้ว อะไรที่ทำให้บ้านเมืองกลับมายังจุดวิกฤต เราก็ไม่ควรที่จะย่ำรอยเดิม

“ผมมีความปรารถนาที่ต้องการให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าอย่างปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 10 ความจริงทุกแนวทางในการแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองอยู่ในพระกระแสรับสั่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยุติธรรม ความสมัครสมานสามัคคีภายในชาติ ถ้าทุกฝ่ายน้อมนำและปฏิบัติอย่างเป็นจริง เราก็จะผ่านพ้นวิกฤตการณ์อันนี้ไปได้”

พูดจาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเยี่ยงนี้ ไม่แน่ใจว่าแกนนำ นปช. ซึ่งไปรอรับ ไม่ว่าจะเป็นนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นางธิดา ถาวรเศรษฐ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายวรชัย เหมะ, นายอารี ไกรนรา และนายขวัญชัย ไพรพนา ตลอดจนมวลชน จะได้พร้อมใจกันเปล่งเสียงอนุโมทนาสาธุอะไรด้วยหรือไม่

ข่าวไม่ได้บอกไว้

แต่จะอย่างไรก็ตามที ต้องถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตา จากเดิมที่เคยชี้หน้าด่าประณามเผด็จการทรราชเป็นไฟแลบ ก่นด่าอำมาตย์หูดับตับไหม้ หายหน้าไปหนึ่งปีไม่รู้ว่ามีพุทธิปัญญาอะไรมาดลใจ คุกหรืออาศรมกันแน่ จึงทำให้ประธาน นปช. แกนนำคนเสื้อแดงคนนี้ บังเกิดการรู้แจ้ง-ตาสว่างกระจ่างใสได้ถึงขนาดนั้น

หัวร่อไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกไปตามๆ กัน

อาการรู้แจ้ง ตาสว่าง กำลังเป็นโรคระบาดหรืออย่างไรไม่อาจจะทราบได้ เพราะวันดีคืนร้าย นายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ ‘เสก โลโซ’ ร็อกเกอร์ชื่อดังก้องฟ้าเมืองไทยก็เอากับเขาด้วย ขึ้นข้อความบนเฟซบุ๊ก เพจ SEK LOSO ว่า “ฉันตาสว่างแล้ว”

จากที่เคยประกาศตัวเลือกยืนอยู่ข้าง ‘ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ ชัดเจน ถึงขนาดเคยแต่งเพลง ‘เธอยังมีฉัน’ เขียนข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่า “เพลงนี้ผมแต่งให้คุณปู ยิ่งลักษณ์” โพสต์ภาพซึ่งถ่ายกับอดีตนายกรัฐมนตรีทั้งสองและคนในตระกูลชินวัตร

เป็นพี่เสก ร็อกเกอร์ขวัญใจคนเสื้อแดง มีคนรัวกดไลค์จนหน้าเพจแทบแฮงค์

มาบัดนี้ ยามที่ เสก โลโซ สวมวิญญาณคอมเมนเตเตอร์ ไลฟ์เฟซบุ๊กมาราธอน 4 คืน 5 วัน โดยแทบจะไม่ได้พักผ่อนหลับนอน ด่าทอบริภาษ นายทักษิณ ชินวัตร ราวกับรัวปืนกล

จริงบ้างเท็จบ้าง

เนื้อหาสาระโซโลไลฟ์สด โดยสรุปพอสังเขปคือ กล่าวหาว่าเป็นคนคิดคดทรยศต่อประเทศชาติ ทุจริตคอร์รัปชันโกงบ้านกินเมือง มักใหญ่ใฝ่สูงไม่รู้จักพอ ฯลฯ เรียกว่าไม่มีดี พร้อมกับประกาศตนเป็นคนปราบนายทักษิณ ชินวัตร ด้วยตัวเอง

แถมยังเว้าอีสาน เรียกร้องคนภาคเดียวกันอย่าไปหลงเชื่อ

มิหนำซ้ำ ยังแอบนับญาติกับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้นำระบอบ คสช. ในฐานะที่เป็นคนโคราชบ้านเดียวกัน

จากพี่เสก กลายเป็นพี่เสพ หรือพี่เศษ ไปในบัดดล

โดนดูถูกดูแคลนเป็นนักร้องที่กำลังตกต่ำ ไม่มีงานแสดง เพี้ยน ติดยา ประสาทหลอน ไม่ควรค่าแก่การยึดถือ เป็นแก่นสารในสายตาของคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อย ซึ่งเทิดทูนบูชา นายทักษิณ ชินวัตร เป็นสรณะ

บ้างพยายามสร้างสตอรี อ้างสูตรสำเร็จว่าต้นสายปลายเหตุที่ ‘เสก โลโซ’ เอะอะโวยวาย มาจากขอเงินทักษิณไม่ได้ จึงออกมาอาละวาด ฯลฯ ทำราวกับร็อกเกอร์เบอร์ 1 ของเมืองไทยเป็นยาจกเข็ญใจ ต้องเที่ยวแบมือขอเศษเงินทักษิณใช้ เหมือนนักการเมืองหรือแกนนำมวลชนที่ตนคุ้นเคย

ตลกร้าย…

ขณะเดียวกัน พี่เสพ หรือพี่เศษ ของฝ่ายตรงกันข้ามตระกูลชินวัตรและพรรคเพื่อไทย ก็กลับกลายมาเป็นพี่เสก ผู้จงรักภักดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองในสายตาคนเสื้อเหลือง

อาการรู้แจ้งตาสว่างของ ‘เสก โลโซ’ เป็นประเด็นอื้อฉาวไปทั่วบ้านทั้งเมือง ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ท่ามกลางความสนใจใคร่รู้ว่าเหตุใด ทำไมเรื่องราวจึงกลับตาลปัตรเช่นนี้ ในยามที่การต่อสู้เอาชนะกันในทางการเมืองกำลังทวีความแหลมคม เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้น

บางคนพยายามที่จะวิเคราะห์วิจารณ์ พิจารณาตีความบางถ้อยบางคำไปในทางสอดรับกับแนวความคิดอุดมการณ์ของตน

บางคนแสดงความเศร้าใจที่คนเพี้ยน คนเมา คนบ้า หรือคนที่ถูกมองว่าเป็นเช่นนั้น สามารถพูดความจริงเรื่องเจ้าเรื่องนายได้ ในขณะที่คนปกติไม่ยอมพูดจาเอ่ยถึง นอกเหนือไปจากถ้อยคำสรรเสริญเยินยอ

บางคนไม่ได้ดังใจ พานกระแนะกระแหน หาคุกหาตะรางให้กับร็อกเกอร์ในฐานะคนทรยศต่อมาตรฐานทางความคิดของตัวเอง ฯลฯ

สุดแท้แต่จะรู้สึกนึกคิดกันไป

ที่ผะอืดผะอม พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เห็นจะเป็น นายทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ที่เดี๋ยวสู้ เดี๋ยวถอย เดี๋ยวรอเจรจาต้าอ่วย

วันดีคืนดีก็มีภาพลับๆ ล่อๆ ของสองศรีพี่น้องอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีคำพิพากษาจำคุกของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขณะกำลังชมฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซีย ให้เป็นที่ฮือฮา ท่ามกลางเสียงซุบซิบ ชื่นชมถึงบุญบารมีของคนทั้งสอง

รู้แจ้ง ตาสว่าง ยิ่งกว่าใครเขาเสียอีก

 

แอบหลบๆ ซ่อนๆ ปล่อยให้มวลชนหลงเข้าใจผิดมาตั้งนาน….

Author

aryus prateep na thalang

อายุษ ประทีป ณ ถลาง - อดีตบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า สยามโพสต์ และไทยโพสต์ เจ้าของนามปากกา “นายประชา ช้ำชอก” 101 เชิญอายุษกลับมาเขียนเรื่องแวดวงการเมือง สังคม และสื่อมวลชนไทยอีกครั้งหลังจากวางปากกาและก้าวออกจากวงการสื่อไปพักใหญ่