fbpx
A BEGINNER'S GUIDE TO CYBERBULLYING

A BEGINNER’S GUIDE TO CYBERBULLYING

เทพพิทักษ์ มณีพงษ์ เรื่อง

510,000 คอมเมนต์ / 293,000 สเตตัส / 136,000 รูปภาพ คือสิ่งที่เกิดขึ้นบนเฟซบุ๊กในทุกๆ 60 วินาที

บ้างแชร์รูปตลก วิดีโอหมาแมวแสนน่ารัก เมาท์มอยกับเพื่อนฝูง ถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างออกรส และอื่นๆ ที่เชื่อมต่อเราเข้ากับผู้คนทั่วโลกตามหน้าที่ของมันตามชื่อเรียกว่า ‘โซเชียลเน็ตเวิร์ก’

ในความเป็นสังคมจำลองที่กลายร่างมาอยู่บนคลาวด์ นอกจากด้านใสๆ ไร้พิษภัยที่ถูกยกมา ในอีกด้านหนึ่ง พื้นที่มืดมนของความรุนแรงจากการกลั่นแกล้งกันในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่เราเคยเห็น (หรืออาจจะเคยผ่าน – ไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำ ถูกกระทำ หรือเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ก็ตามที) ก็พัฒนาการย้ายมาอยู่บนโลกออนไลน์ด้วยเหมือนกันในชื่อของ Cyberbullying

แม้จะวัดความถี่ของการกลั่นแกล้งผ่านโลกออนไลน์ได้ไม่ละเอียดเท่าตัวเลขที่เราบอกไป แต่ที่เราแน่ใจคือในทุกๆ 60 วินาที – หรือกระทั่งตอนนี้ – อาจมีใครบางคนต้องเจ็บปวดกับข้อความหรือรูปภาพที่ถูกส่งต่อเป็นทอดๆ ด้วยความไวเพียงปลายนิ้วแตะปุ่มแชร์บนหน้าจอ

และบางครั้ง มันอาจแลกมาด้วย ‘ชีวิต’

 

ถ้าแปลตรงๆ ตามตัวอักษร Cyberbullying มีความหมายเท่ากับ ‘การกลั่นแกล้งกันบนโลกไซเบอร์’ แต่ถ้าจะขยายให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้น การกลั่นแกล้งที่ว่าคือการทำให้อีกฝ่าย (คนที่ถูกกลั่นแกล้ง) รู้สึกถูกคุกคาม ถูกดูหมิ่น ถูกทำให้อับอาย ถูกข่มขู่ หรือถูกทำให้ทุกทรมานจากการส่งข้อความ ภาพหรือคลิปวิดีโอผ่านช่องทางบนโลกอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะส่งหาเจ้าตัวเอง หรือจะส่งไปตามกลุ่มสังคมออนไลน์ต่างๆ

มีสามปัจจัยหลักที่เข้าลักษณะของการกระทำที่เรียกว่าเป็น Cyberbullying นั่นคือ ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดทางวาจา หรือความรุนแรงทางกายภาพ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระหว่างสองฝ่ายที่ไม่เท่ากัน เมื่อฝั่งหนึ่งไม่สามารถลุกขึ้นต่อสู้หรือขัดขืนกับการกลั่นแกล้งของอีกฝ่ายได้ ทำให้เกิดสภาวะที่ฝ่ายที่มีสถานะทางอำนาจที่ด้อยกว่าต้องตกอยู่ในภาวะจำยอมจนหนีจากการกลั่นแกล้งไม่ได้ สุดท้ายคือ ความถี่ ของการกลั่นแกล้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบพุ่งเป้าหมายเจาะจง กระทำซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ

เมื่อพูดถึงคำว่าโลกไซเบอร์ ในที่นี้ก็ไม่ได้มีแค่สื่อที่เราคุ้นเคยอย่างเฟซบุ๊กเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ยูทูบ อีเมล ไลน์ เว็บบอร์ด หรือในเกมออนไลน์ก็นับเป็นขอบเขตของคำๆ นี้เหมือนกัน เช่นเดียวกับประเภทของการกลั่นแกล้งที่ถูกแบ่งออกเป็นหลายหมวด ไม่ว่าจะเป็นที่เราคุ้นเคยกันอย่างส่งข้อความเมาท์ให้เสียชื่อเสียง – กีดกันคนที่เราไม่ชอบออกจากกลุ่ม – แอบล็อกอินเข้าไปในแอคเคาต์ของคนที่จะแกล้งแล้วใช้ชื่อเขาทำเรื่องเสียหาย – ข่มขู่คุกคามซ้ำๆ ด้วยคำพูดรุนแรง – ยั่วโมโหหรือหลอกให้เผยความลับแล้วเอามาแชร์ต่อ – สตอล์กหรือสแปมข้อความคุกคามอีกฝ่าย และที่สำคัญคือการเข้าไปร่วมวงกลั่นแกล้งให้ความรุนแรงขยายตัวมากขึ้น

การกลั่นแกล้งที่แบ่งประเภทข้างบนแค่อ่านก็ดูรุนแรง (ซึ่งไม่แน่ว่าเราอาจเผลอทำไปบ้างก็ได้) และไม่ควรเกิดขึ้นไม่ว่ากับใครก็ตาม แต่เชื่อหรือไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ 7 ใน 10 ของเด็กและเยาวชนในสหรัฐอเมริกาต้องพบเจอกับความรุนแรงเหล่านี้ เช่นเดียวกับในประเทศไทย เด็กและเยาวชนไทย (พบมากในกลุ่มมัธยมปลายและอาชีวศึกษา) ถูกกลั่นแกล้งผ่านอินเทอร์เน็ตถึงร้อยละ 43.1 โดยส่วนมากเป็นการนินทาและด่าทอกัน รองลงมาคือการส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ

สิ่งที่น่ากลัวคือในกลุ่มคนที่เป็นเหยื่อเอง พวกเขาก็เป็นผู้กระทำต่อผู้อื่นด้วยเช่นเดียวกัน และในสายตาของเด็กและวัยรุ่นจำนวนมากก็มองว่า Cyberbullying เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนสามารถทำได้ด้วยเหตุผลว่าเป็นอิสระที่สามารถจะทำตามที่ต้องการ และเป็นการระบายความรู้สึกอย่างหนึ่ง

 

ขึ้นชื่อว่า ‘การกลั่นแกล้ง’ ก็ล้วนแล้วแต่ส่งผลเสียตามมา

ในกรณีของ Cyberbullying มีหลายต่อหลายกรณีที่ทำให้เราตระหนักถึงผลเสียของพฤติกรรมแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเรียนหญิงวัย 12 ปีที่ต้องเข้ารับการบำบัดทางจิตจากอีเมลที่เต็มไปด้วยข้อความแสดงความเกลียดชังและข่มขู่คุกคาม เด็กหนุ่มวัย 17 ปีจากประเทศแคนาดาที่ถูกเพื่อนร่วมชั้นสร้างเว็บไซต์ให้คนเข้ามาโพสต์ข้อความล้อเลียนเขาโดยเฉพาะจนเขาอับอายจนไม่กล้าไปโรงเรียน หรือในประเทศไทยเอง เด็กสาวชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คนหนึ่งก็ถูกกลั่นแกล้งด้วยสาเหตุที่เธอเรียนดีจนหลายคนอิจฉา ด้วยการเข้าไปเปลี่ยนแคปชั่นรูปภาพในเฟซบุ๊กส่วนตัวในเชิงยั่วยุทางเพศพร้อมลงเบอร์โทรศัพท์ จนเธอถูกเพื่อนล้อในชีวิตจริง แม้แต่อาจารย์เองก็ไล่ไม่ให้เข้าห้องเรียน

กรณีหลังสุดแม้จะจบลงไปได้จากความพยายามเข้มแข็งและต่อสู้กับการกลั่นแกล้ง แต่สิ่งที่เหยื่อเกือบต้องเสียไปคือชีวิตของเธอ จากความพยายามในการ ‘ฆ่าตัวตาย’

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้มแข็งได้อย่างนั้น มีหลายเคสของพฤติกรรม Cyberbullying ที่ผู้ถูกกลั่นแกล้งได้รับผลกระทบทางจิตใจจนต้องฆ่าตัวตาย ที่โด่งดังที่สุดคือกรณีของ Amanda Todd เด็กสาวชาวแคนาดาวัย 15 ปี ที่ตัดสินใจจบชีวิตด้วยการผูกคอตาย หลังจากที่เธอแชทกับชายคนหนึ่งผ่านเว็บแคม และโดนเกลี้ยกล่อมจนยอมเปิดหน้าอกผ่านกล้องเว็บแคม แต่ภาพนั้นก็ถูกเผยแพร่ในเฟซบุ๊กจนในชีวิตจริงไม่มีใครกล้าคบเธอเป็นเพื่อน ไม่ว่าจะย้ายโรงเรียนไปที่ไหน มันก็ตามหลอกหลอนเธออยู่ทุกครั้ง พร้อมคำวิจารณ์จากคนอื่นๆ ว่าเธอควร ‘ตายเสียดีกว่าอยู่’

 

YouTube video

 

และไม่ใช่แต่เหยื่อเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากการกลั่นแกล้ง กลุ่มผู้กระทำเองก็ได้รับผลกระทบด้านจิตใจและพฤติกรรมด้วยเหมือนกัน ทั้งอาการวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า งานศึกษายังพบว่า ในระยะยาว คนที่ชอบรังแกผู้อื่นในช่วงที่ยังเป็นเด็กและวัยรุ่นมักจะมีพฤติกรรมเกเร ใช้ความรุนแรง และต่อต้านสังคมเมื่อเติบโตขึ้น

เมื่อรู้ทั้งรู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นฝั่งเหยื่อหรือฝั่งผู้กลั่นแกล้งเองก็ตามที คำถามที่น่าสนใจคือ อะไรกันที่ทำให้เกิดเหตุการณ์การกลั่นแกล้งขึ้นในสังคม

ในการศึกษาด้านอาชญาวิทยา ทฤษฎีการกระทำที่เป็นกิจวัตร หรือ Routine Activity Theory ที่ Marcus Felson และ Lawrence E. Cohen ได้นำเสนอไว้ตั้งแต่ปี 1979 อธิบายถึงโอกาสของการเกิดอาชญากรรมในมุมมองของเหยื่อ ผ่านกิจวัตรประจำวันที่ทำให้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ซึ่งมีสามองค์ประกอบใหญ่ๆ คือ การเป็นเป้าหมายที่เหมาะสม การขาดการป้องกันตัวเอง และแรงจูงใจที่อาชญากรต้องการ

เมื่อลองนำทฤษฎีนี้มาใช้อธิบายการเกิดขึ้นของ Cyberbullying เราจะเห็นว่าเป้าหมายที่เหมาะสมที่ว่าก็คือเด็กและวัยรุ่นที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์มาก เข้าถึงได้ง่าย เมื่อผู้ปกครองไม่สามารถดูแลพฤติกรรมได้อย่างทั่วถึงเลยกลายเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างขาดการป้องกันตัวเอง พอมาเจอกับแรงจูงใจของคนที่อยากกลั่นแกล้งที่สามารถทำได้แบบนิรนามในโลกออนไลน์ หรือการแก้แค้นของคนรู้จัก พฤติกรรมกลั่นแกล้งแบบที่ว่าจึงเกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็น

 

หลังเกิดความสูญเสียหลากหลายกรณีจากพฤติกรรม Cyberbullying บางประเทศก็หันมาเอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้กฎหมายในลักษณะที่จำเพาะเจาะจงมากขึ้นเพื่อลดความรุนแรงจากการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์

หลังจากเกิดกรณีที่เด็กสาววัย 17 ปีฆ่าตัวตายจากการถูกเผยแพร่ภาพที่เธอถูกล่วงละเมิดทางเพศบนอินเทอร์เน็ต รัฐโนวาสโกเชียในแคนาดาก็เริ่มบัญญัติกฎหมายเฉพาะเพื่อควบคุมกรณี Cyberbullying เป็นรัฐแรกของประเทศ ในชื่อ Cyber-Safety Act 2013 ที่ให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอคำสั่งคุ้มครอง ด้วยการห้ามผู้กลั่นแกล้งใช้อินเทอร์เน็ต อายัดอุปกรณ์สื่อสารที่ใช้กลั่นแกล้ง รวมถึงห้ามติดต่อสื่อสารกับผู้ร้องเรียน ถ้าฝ่าฝืนจะมีโทษทั้งจำและปรับ ซึ่งรวมไปถึงการเยียวยาทางแพ่งด้วยการชดใช้ค่าเสียหายด้วย

กฎหมายของรัฐโนวาสโกเชียยังครอบคลุมไปถึงเรื่องการศึกษา ที่กำหนดหน้าที่ของครูให้ลงโทษนักเรียนที่มีพฤติกรรมก่อความวุ่นวายตามระเบียบของโรงเรียน เช่น การสั่งให้ออกจากชั้นเรียน หรือดำเนินการพักการเรียน และยังมีการจัดตั้งหน่วยงาน Cyber-SCAN ขึ้นเพื่อสอบสวนกรณี Cyberbullying ที่ถูกร้องเรียนเข้ามาก่อนส่งเรื่องขอความคุ้มครองต่อศาลโดยเฉพาะด้วยอีกทางหนึ่ง

ประเทศไทยของเราเองอาจจะยังไม่ถึงขั้นที่เขียนกฎหมายเฉพาะเพื่อลงโทษในกรณี Cyberbullying ที่ใกล้เคียงที่สุดคงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทในประมวลกฎหมายอาญา แต่ก็เอามาปรับใช้ได้ในบางกรณี ตัวอย่างเช่น การส่งต่อเผยแพร่ข้อมูลที่หมิ่นประมาทโดยตรง หรือข้อมูลที่เป็นไปในเชิงลามกอนาจาร

แต่อย่างที่รู้กันว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทจะครบองค์ประกอบความผิดก็ต่อเมื่อมี ‘บุคคลที่สาม’ เข้ามารับรู้ ดังนั้นถ้าเหยื่อถูกกลั่นแกล้งจากการส่งข้อความโดยตรงก็ไม่ครบองค์ประกอบ หรือถึงจะมีบุคคลที่สามมารับรู้ แต่ถ้าเป็นแค่การทำให้เหยื่อรู้สึกหดหู่ ด้อยค่า แต่ไม่ได้เสียชื่อเสียง ก็ทำอะไรด้วยกฎหมายนี้ไม่ได้อยู่ดี

ส่วน พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ฉบับปี 2560 ที่มีการเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับการตัดต่อภาพให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง อับอาย ถูกเกลียดชัง ก็ยังมีข้อสังเกตว่าไม่ได้รวมการโพสต์ข้อความหรือภาพที่ทำให้รู้สึกหดหู่หรือด้อยค่า (แต่ไม่ได้เสียชื่อเสียงโดยตรง) ที่เป็นผลของการ Cyberbullying ที่เด็กและเยาวชนหลายคนถูกกระทำอยู่ดี

 

เมื่อเรายังต้องร้องเพลงรอให้กฎหมายแก้ไขจนครอบคลุมความเสียหายทั้งชีวิตและจิตใจจากการถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือการลดความเสี่ยงที่จะเกิดจาก Cyberbullying ให้น้อยที่สุดทั้งฝั่งคนที่เป็นเหยื่อ และฝั่งคนที่มีความเสี่ยงจะกลายเป็นคนกลั่นแกล้งไปพร้อมๆ กัน

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความตระหนักรู้ถึงมารยาทในการสื่อสารกับผู้อื่นผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือการคิดก่อนจะโพสต์อะไรซักอย่างลงไปบนโลกออนไลน์ที่อาจส่งผลกระทบกับชีวิตของคนๆ หนึ่งไปตลอดทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่นเดียวกับฝั่งพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องตระหนักถึงภัยที่อาจเกิดกับเด็กๆ พร้อมเรียนรู้โลกออนไลน์เพื่อเป็นที่ปรึกษาให้กับบุตรหลานของตัวเองเมื่อเกิดปัญหาไปด้วยกัน

ก่อนที่หนึ่งใน 510,000 คอมเมนต์ / 293,000 สเตตัส / 136,000 รูปภาพในทุกๆ 60 วินาทีบนโลกอินเทอร์เน็ตจะเป็นข้อความที่เป็นต้นเหตุของความเจ็บปวดและสูญเสีย

ที่จะคืบคลานมาทำร้ายคนที่เรารัก เหมือนหลายกรณีที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้

 

อ่านเพิ่มเติม

1. dtac Parent Guide คู่มือพ่อแม่ยุคดิจิทัล เข้าใจลูก เข้าใจโลกไซเบอร์ จัดพิมพ์โดย dtac และ unicef

2. รายงานรวบรวมผลการวิจัย ระหวางปพ.ศ. 2541-2552 โครงการสํารวจพฤติกรรมการขมเหงรังแกผานโลกไซเบอรของเยาวชนไทยในเขตกรุงเทพมหานคร จาก สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

3. เอกสารการประชุมวิชาการระดับชาติทางภาษาและการสื่อสาร นวัตกรรมกับความท้าทายทางภาษาและการสื่อสารในโลกไร้พรมแดน จาก คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และคณะภาษาและการสื่อสาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

4. บทความวิชาการ การรังแกกันผ่านพื้นที่ไซเบอร์ : ผลกระทบและการป้องกันในวัยรุ่น โดย สุภาวดี เจริญวานิช คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จาก วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปีที่ 25 ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม 2560

5. บทความวิชาการ เหยื่อการรังแกผ่านโลกไซเบอร์ในกลุ่มเยาวชน: ปัจจัยเสี่ยง ผลกระทบต่อสุขภาพจิตและการปรึกษาบุคคลที่สาม โดย อมรทิพย์ อมราภิบาล คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จาก วิทยาการวิจัยและวิทยาการปัญญา ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน 2559

6. บทความ Cyberbullying ถึงเวลาหรือยัง? ที่จะหยุดรังแกกันบนโลกออนไลน์ จาก School of Change Makers

7. บทความ What Is Cyber Bullying? จาก NoBullying.com

8. รายงาน Cyberbullying: ไม่ควรล้อเลียนให้คนอื่นเสียใจ (ออไรท์)? โดย พนัสดา อุทัยพิพัฒนากุล จาก ประชาไท

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save