แมท ช่างสุพรรณ เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

วันนั้นผมไปถึงที่ร้านก็เย็นมากแล้ว หนังสือเล่มนี้วางอยู่อย่างเปิดเผยแต่ไม่มีใครมองบนแผงหนังสือเก่าตรงข้ามกำแพงวัดมหาธาตุฯ ฝั่งถนนมหาราช เหตุผลที่ผมเลือกใช้คำว่าไม่มีใครมองก็เพราะโดยทั่วไปแล้ว หนังสือปกสวยสะดุดตาหรือหนังสือที่น่าสนใจไม่เคยอยู่บนแผงนาน ผมรีบหยิบขึ้นมาไว้ในมือก่อนเลือกหาหนังสือเล่มอื่นต่อไป

หลังจากนั้นชะตากรรมของหนังสือเล่มนี้ก็เหมือนกับหนังสือเล่มอื่นของนักสะสมหนังสือเก่าหรือหนังสือหายากส่วนใหญ่ที่มักจะถูกหลงลืมเพราะมีหนังสือเข้าใหม่ผ่านตามาทุกวัน นั่นคือการหลับใหลรอคอยเวลาที่เหมาะสมอยู่ในตู้ ในกล่อง และในใจ

ห้าปีคือเวลาที่หนังสือเล่มนี้รอคอย

 

 

ผมไม่แน่ใจว่าได้ยินประโยค “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” ครั้งแรกจากที่ไหน แต่จำได้อย่างแน่ชัดว่ารู้จักคำว่า ‘คอมมิวนิสต์’ จากการที่พี่ชายที่เป็นญาติห่างๆ คนหนึ่งถูกฆ่าตายที่ต่างจังหวัดแล้วมีการพูดกันว่า “โดนพวกคอมฯ ฆ่าเพราะไม่จ่ายค่าคุ้มครอง” กว่าผมจะรู้ว่าเรื่องพวกนั้นไม่จริงก็อีกนาน นานที่กว่าจะรู้ว่าจริงๆ แล้วค่าคุ้มครองนั้นปกติเป็นคนพวกไหนที่เรียกเก็บ นานที่กว่าจะรู้ว่าคอมมิวนิสต์คืออะไร

จัตุรัส หนังสือข่าวกรองประจำสัปดาห์ ปีที่ 2 ฉบับที่ 51 ประจำวันที่ 29 มิถุนายน 2519 ตีพิมพ์ภาพภิกษุรูปหนึ่งลงหน้าปกพร้อมตัวอักษรสีเหลืองว่า “กิตติวุฒโฑ ภิกขุ : ฆ่าคอมมิวนิสต์ ได้บุญมากกกว่าบาป” ด้านในมีบทสัมภาษณ์พร้อมภาพถ่ายของกิตติวุฒโฑ ภิกขุ ในอิริยาบถต่างๆ ความยาว 5 หน้า ที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของวาทกรรมแห่งความรู้สึกที่มีต่อฝ่ายปฏิปักษ์ในหมู่ฝ่ายขวา

 

จัตุรัส : การฆ่าฝ่ายซ้าย หรือ คอมมิวนิสต์ บาปไหม
กิตติวุฑโฒ : อันนั้นอาตมาก็เห็นว่าควรจะทำ คนไทยแม้นับถือพุทธก็ควรจะทำ แต่ก็ไม่ใช่ถือว่าเป็นการฆ่าคน เพราะว่าใครก็ตามที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มันไม่ใช่คนสมบูรณ์ คือต้องตั้งใจ เราไม่ได้ฆ่าคนแต่ฆ่ามาร ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน

จัตุรัส : ผิดศีลไหม
กิตติวุฑโฒ : ผิดน่ะมันผิดแน่ แต่ว่าผิดนั้นมันผิดน้อย ถูกมากกว่า ไอ้การฆ่าคนคนหนึ่งเพื่อรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไว้ ไอ้สิ่งที่เรารักษาปกป้องไว้ มันถูกต้องมากกว่า แล้วจิตใจของทหารที่ทำหน้าที่ อย่างนี้ไม่ได้มุ่งฆ่าคนหรอก เจตนาที่มุ่งไว้เดิมคือมุ่งรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไว้ การที่เขาอุทิศชีวิตไปรักษาสิ่งดังกล่าวก็ถือว่าเป็นบุญกุศล ถึงแม้จะฆ่าคนก็บาปเล็กน้อย แต่บุญกุศลได้มากกว่าเหมือน เราฆ่าปลา แกงใส่บาตรพระ ไอ้บาปมันก็มีอยู่หรอกที่ฆ่าปลา แต่เราใส่บาตรพระได้บุญมากกว่า

จัตุรัส : คนฆ่าฝ่ายซ้ายที่ไม่ถูกจับมาลงโทษ ก็คงเป็นเพราะบุญกุศลช่วย
กิตติวุฑโฒ : อาจจะเป็นได้ ด้วยเจตนาดีต่อประเทศชาติ (หัวเราะ)

(จัตุรัส หนังสือข่าวกรองประจำสัปดาห์ ปีที่ 2 ฉบับที่ 51 ประจำวันที่ 29 มิถุนายน 2519, หน้า 31-32)
[สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้เคยกล่าวถึงเกร็ดของบทสัมภาษณ์และจัตุรัสเล่มนี้ไว้เมื่อหลายปีก่อน ดูได้จากที่นี่]

 

จากข้อมูลที่เกี่ยวข้องและส่วนของบทสัมภาษณ์ที่ยกมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าไม่มีประโยคใดที่เขียนชัดๆ ว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” มีเพียงเนื้อความและถ้อยคำที่เฉียดไปเฉียดมาระหว่างบาปกับบุญ แล้วประโยคตรงๆ นั้นเริ่มต้นที่ไหน?

อาจจะเริ่มที่การตกหล่นเมื่อกระซิบส่งสาร อาจจะเริ่มที่การตัดคำให้ยิ่งติดหู หรืออาจจะเริ่มที่ความเกลียดชังจากข่าวสารที่ได้ยินมา

บนปกหนังสือเล่มที่ผมได้มาในวันนั้นมีรูปกำแพงสามสีตระหง่านคล้ายคำประกาศว่าพร้อมปกป้องและประจัญบานกับศัตรู สามสีแห่งชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แม้จะดู irony อยู่บ้างที่แถบสีไม่ครบห้าแถบจนกลายเป็นธงชาติเนเธอร์แลนด์มากกว่าธงชาติไทย แต่ถ้อยคำภาษาไทยก็กำกับไว้ไม่ให้คิดไปถึงชาติอื่นใด

ฆ่าคอมมูนิสต์ไม่บาป จัดพิมพ์โดยมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ พิมพ์ครั้งที่ 1/2519 จำนวน 12,000 เล่ม (ไม่มีระบุเดือนที่ตีพิมพ์) แต่มีสิ่งที่น่าสนใจก่อนเข้าเนื้อหาคือการพิมพ์ว่า ส.ค.ส. และเนื้อที่สำหรับการเขียนข้อความของผู้มอบ

ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าผู้รับในห้วงเวลานั้นจะรู้สึกอย่างไรกับความสุขที่ถูกส่งมา

เมื่อเปิดเข้าสู่หน้าแรกก็พบกับสิ่งที่น่าสนใจตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่เนื้อหา

คำบรรยายของอาจารย์กิตติวุฑโฒ ภิกขุ ผู้อำนวยการจิตตภาวันวิทยาลัย เนื่องในวันสัมมนาพระหน่วยพัฒนาการทางจิต รุ่นที่ 1-12 ร่วมกับเจ้าคณะจังหวัดและผู้แทน ณ จิตตภาวันวิทยาลัย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 2 กรกฎาคม 2519

เพียง 3 วันหลังจากจตุรัสเผยแพร่ และพระหน่วยพัฒนาการทางจิต ยังไม่ต้องนับถึงเจ้าคณะจังหวัดและผู้แทน อะไรคือจุดประสงค์หลักของการบรรยาย?

กิตติวุฑโฒ ภิกขุ เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องของพระภิกษุหน่วยพัฒนาการทางจิต โดยกล่าวถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงต้นปีใหม่ที่ตัวเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับทางการเมืองตามข่าวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ เรื่องการนำกำนันผู้ใหญ่บ้านเดินขบวนบุกทำเนียบรัฐบาลเพื่อบังคับให้มีการยุบสภา และการนำกำนันผู้ใหญ่บ้านปฏิวัติเรียกร้องให้ทหารเข้ามาปกครองประเทศ จากนั้นก็แจกแจงว่าหนังสือพิมพ์เหล่านั้นเข้าใจผิดอย่างไรกับตัวเขาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะนำไปสู่การอธิบายถึงงานที่เขาทำภายใต้ชื่อ “นวพล”

นวพลในถ้อยคำของกิตติวุฑโฒ ภิกขุ คืองานสร้างแกนประชาชน เพื่อความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นวพลไม่ใช่พรรคการเมือง หากเป็นอุดมการณ์แห่งชาติ เป็นเพียงชื่อเท่านั้นเอง เป็นปรัชญาที่เอาทางสายกลางในทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาทั้งในด้านการปกครอง เศรษฐกิจและสังคม

หลังจากนั้นคำบรรยายก็เริ่มเข้าสู่เรื่องราวของคอมมิวนิสต์ที่ส่งผลต่อประเทศไทย โดยการกล่าวถึงสิ่งที่คอมมิวนิสต์ต้องการจะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยพร้อมทั้งยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในลาว กัมพูชาและทฤษฎีโดมิโนมาประกอบว่าสถาบันกษัตริย์กับสถาบันศาสนากำลังถูกทำลายลง ก่อนจะยกหลักธรรมของศาสนามาย้ำอีกครั้งว่าคนไทยไม่จำเป็นต้องเป็นซ้ายหรือเป็นขวา ทางเดินของคนไทยคือมัชฌิมาปฏิปทา คนไทยควรต้องเดินทางสายกลางเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนไทยฆ่ากันเอง และวิธีที่จะผนึกให้คนไทยมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันคือการตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า ศูนย์ประสานงานประชาชนเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในนามย่อว่า นวพล

ต่อมาคำบรรยายก็กล่าวถึงการปฏิบัติงานของนวพลว่าเป็นการสร้างความสามัคคีผนึกกำลังรักษาชาติ โดยปฏิเสธถึงการเล่นการเมืองด้วยการนำอุดมการณ์ไปผูกกับเรื่องของพระพุทธจริยาเพื่อเป็นเหตุผลรองรับในการเกี่ยวข้องกับทางโลก และกล่าวถึงการที่ในหลวงเสด็จมาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2519 ซึ่งทำให้เขาได้หายเหนื่อยบ้างจากการที่ถูกจู่โจมจากทั้งฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา “ท่านได้พระราชทานพระธาตุให้จิตตภาวันฯ เสด็จมาผมหายเหนื่อยครับ หายเหนื่อยตรงที่ในหลวงพระองค์ติดตามงานตลอดเวลาว่าเราทำประโยชน์บ้านเมืองมากมายเหลือเกิน ขอให้ทำต่อไป อย่าท้อแท้ อย่าย่อท้อ ให้อดทน พระองค์ได้ตรัสกับผมอยู่นาน ผมหายเหนื่อยครับ”

เมื่อจบจากการเกริ่นถึงอุดมการณ์ งานที่ทำ และการกล่าวถึงกษัตริย์ กิติวุฑโฒ ภิกขุ ก็ได้กล่าวถึงบทสัมภาษณ์เจ้าปัญหาจากจัตุรัสหนังสือพิมพ์เอียงซ้ายว่าเอาประโยคในบทสัมภาษณ์ (ที่อ้างแล้วข้างต้น) ไปพาดหัวข่าวว่าท่านกิตติวุฑโฒ ให้ทัศนะว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ได้บุญ จากนั้นก็เป็นเรื่องลือกันให้สนั่นว่าท่านกิตติวุฑโฒสอนให้ฆ่าคน แล้วหนังสือพิมพ์ต่างๆ ก็เล่นข่าวนี้กันไม่หยุด

กิตติวุฑโฒ ภิกขุ ได้อธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า เรื่องทั้งหมดเกิดจากเขามาคุยด้วย ไม่ได้เกิดจากการไปพูดไปบรรยายสอนว่าคนไทยทุกคนต้องฆ่าคอมมิวนิสต์ ตัวเขาไม่ได้สอนแบบนั้น หลังจากนั้นก็มีหนังสือพิมพ์ประชาชาติส่งนักข่าวมา แต่ตัวเขาไม่ได้ให้สัมภาษณ์เพราะประชาชาติเป็นกระบอกเสียงของฝ่ายซ้ายบิดเบือนข่าว “ผมบอกว่าไม่สัมภาษณ์ล่ะ คุณกลับได้ ถึงพูดถูกก็กลับเป็นผิด แต่อาตมาขอยืนยันว่าฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” (นี่เป็นครั้งแรกที่กิตติวุฑโฒ ภิกขุ พูดประโยค “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” เองตรงๆ ในการบรรยาย)

จากนั้นกิตติวุฑโฒ ภิกขุ ก็พูดถึงปฏิกิริยาต่างๆ จากแวดวงผู้รู้ต่อคำพูดของเขา และพูดถึงการดำเนินการต่างๆ ที่จะจัดการกับตัวเขา จุดหนึ่งที่น่าสนใจคือเขาอ้างว่าเถระสมาคมตัดเรื่องนี้ออกจากการประชุมเพราะพระเถระท่านมีสติปัญญา เพราะหนังสือพิมพ์นั้นเชื่อถือไม่ได้ ท่านไม่เชื่อว่ากิตติวุฑโฒจะทำผิด

นอกเหนือไปจากการกล่าวถึงบทสัมภาษณ์เจ้าปัญหาแล้ว กิตติวุฑโฒ ภิกขุ ยังกล่าวถึงผู้ที่ไม่เห็นเชิงคำสอนด้วยว่าเป็นศัตรูของพระพุทธศาสนาและการกล่าวหาต่างๆ ที่มีต่อจิตตภาวันวิทยาลัย รวมไปถึงการกล่าวตอบโต้ถึงข้อกล่าวหาต่างๆ ทางการเมือง และกล่าวแจกแจงถึงการปลุกระดมมวลชนในชนบทของฝ่ายซ้ายว่านำหลักการไปจากพระพุทธศาสนา ก่อนจะกลับมากล่าวปกป้องตนเองจากบทสัมภาษณ์โดยอธิบายถึงหลักปาณาติบาต และแจกแจงว่าบทสัมภาษณ์นั้นเป็นการปล่อยให้เขาเล่นเพื่อตีตลบ

การตีตลบของกิตติวุฑโฒ ภิกขุ คือการยืนยันความคิดในเรื่องไม่บาปเพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมอบรมใช้เป็นอาวุธในการออกไปต่อสู้ เขาบรรยายว่าคอมมูนิสต์คือลัทธิ ลัทธิที่เห็นการเข่นฆ่าเป็นหนทางให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครอง แล้วก็ยกตัวอย่างการฆ่าฟันในประเทศต่างๆ รวมถึงในประเทศไทยมาประกอบ และลองตั้งคำถามว่าอะไรที่ทำให้ฆ่ากัน คำตอบของกิตติวุฑโฒคือลัทธิ

เขาขยายความต่อว่าลัทธิคอมมูนิสต์คือความสำนึกในใจผิดๆ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ตัวความโลภ โกรธ หลง ความริษยา พยาบาทนั่นแหละคือตัวคอมมูนิสต์ เขาจึงได้พูดว่าฆ่าคอมมูนิสต์ไม่บาป ทำไมไม่บาป ก็เพราะคอมมูนิสต์มันไม่ใช่คน ลัทธิมันจะไปบาปได้อย่างไร ที่ว่าปาณาติบาตน่ะเป็นฟังไม่ได้ศัพท์จับเอาไปกระเดียด ก่อนจะบอกว่าเขาอยากจะดูว่าใครเป็นนักปราชญ์ และอ้างถึงพระสูตรที่พระพุทธเจ้าสั่งฆ่าคนที่ฝึกไม่ได้มาประกอบ พระสูตรนั้นชื่อเกสีสูตร อยู่ในเกสิยวรรค คัมภีร์พระสุตตันปฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต

กิตติวุฑโฒ ภิกขุ กล่าวถึงพระสูตรนั้นก่อนมาสรุปอีกครั้งว่าการฆ่าตามหลักของพระพุทธเจ้าคือการฆ่าตามธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา ฆ่าทิ้งด้วยการไม่ว่ากล่าวสั่งสอนนี้คือวิธีฆ่า ไม่ใช่หมายความว่าพระพุทธเจ้าสั่งฆ่าคน แต่ฆ่ากิเลสคน เขาสรุปสิ่งที่เป็นแก่นหลักสำคัญของเขาบรรยายอีกครั้งเพื่อให้ผู้ที่เข้าอบรมใช้เป็นแนวทางในการตอบและการเผยแพร่แนวคิดว่า

 

คำว่า ฆ่าคอมมูนิสต์น่ะคือฆ่าใคร ฆ่าลัทธิ ฆ่ากิเลสในใจคน ความหมายอย่างนั้น ส่วนทหารที่เขาฆ่า เขาฆ่าด้วยวิธีทางโลกครับ ฆ่าป้องกันตัว ป้องกันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เขาฆ่าอย่างนั้น ถึงจะบาปก็บาปน้อย ได้บุญมากกว่า ฉะนั้นอันนี้จำไว้ ถ้าใครมาถามว่าฆ่าคอมมูนิสต์บาปไหม ไม่บาปหรอกโยม ตอบ อย่างนี้น่ะครับ แล้วก็เฉยเสีย

 

จากนั้นก็เป็นการบรรยายในลักษณะซ้ำเดิมวนแต่ยกตัวอย่างอื่นๆ ไปมาเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์เพื่อป้องกัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จนจบการบรรยาย

ก่อนอื่นผมต้องขอสารภาพว่าผมต้องใช้ความอดทนอย่างมากในการอ่านคำบรรยายฉบับนี้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเพราะผมรู้ว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเกิดขึ้นไม่กี่เดือนหลังจากการบรรยายครั้งนี้จบลงอย่างสยองขวัญเพียงใด และอีกส่วนหนึ่งคือความอึดอัดจากการพยายามสร้างจินตนาการตามคำบรรยายเพื่อเข้าให้ถึงความรู้สึกของผู้ที่รับฟังทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาในห้วงเวลานั้น

ในความอดทนอันแสนอึดอัด ผมพบว่าคำบรรยายเรื่องฆ่าคอมมูนิสต์ไม่บาปของกิตติวุฑโฒ ภิกขุ มีความน่าสนใจในหลายมิติ การบรรยายที่ดูเหมือนมีจุดประสงค์แก้ต่างให้ถ้อยคำที่สร้างความตกตะลึงแก่สังคมจากบทบาทของพระ การบรรยายที่เหมือนเป็นการโต้กลับต่อข้อกล่าวหาต่างๆ จากนักการเมือง การบรรยายที่แสดงให้เห็นถึงฝักฝ่ายในศาสนา รวมไปถึงวิธีการที่แฝงอยู่ในการบรรยาย

ขณะนี้เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปแล้วว่า นวพลเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการจากกองอำนวยการการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ซึ่งหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ใช้ในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์คือการใช้ propaganda หรือโฆษณาชวนเชื่อ นั่นหมายถึงว่าในระดับผู้นำทางความคิดของนวพลต้องรู้จักเครื่องมืออย่าง propaganda และสงครามทางจิตวิทยาเป็นอย่างดี (สำหรับกรณีความซับซ้อนของนวพล ดูเพิ่มเติมที่ ‘ไม่มีนวพลใน 6 ตุลา: องค์กรผีของ กอ.รมน.’)

เมื่อนำความรู้พื้นฐานในข้อนี้มามองกลับเข้าไปในคำบรรยายของกิตติวุฑโฒ ภิกขุและเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับขบวนการนักศึกษาและประชาชนในอดีตอีกครั้ง ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นการโฆษณาชวนเชื่อหรือการทำสงครามจิตวิทยาธรรมดาในลักษณะทั่วไป และประโยคที่กิตติวุฑโฒ ภิกขุ ใช้ในการสัมภาษณ์นั้นไม่ได้เป็นการเล่นไปตามเพลงของคำถามในการสนทนา หากแต่เป็นการเปิดฉากการรุกฆาตอย่างจงใจ

ถ้อยความที่กำกวมของเขาเปรียบเสมือนกระสุนไต่ถามนัดแรก กระสุนไต่ถามที่ชวนให้นึกถึง Magic Bullet Theory ที่หมายถึงการปล่อยข้อมูลหรือข่าวสารอันทรงพลังให้ทะลุทะลวงไปถึงผู้รับสารอย่างฉับพลัน และผู้รับสารก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง กระสุนไต่ถามที่ชวนให้นึกถึงข้อความหนึ่งของ Stendhal จาก The Charterhouse of Parma

 

Politics in a literary work are a pistol-shot in the middle of a concert, a crude affair though one impossible to ignore. We are about to speak of very ugly matters, which for more than one reason we should rather suppress, but which we are forced to discuss by events which fall within our province, since the hearts of our characters constitute their theater.

 

หลังจากกระสุนไต่ถามเรียกร้องความสนใจนัดแรกถูกลั่นออกไปสู่สังคม กระสุนจู่โจมเก็บเสียงก็สาดตามออกมาอย่างไม่รีรอ

หากเราพิจารณาไปยังคำบรรยายทั้งหมดที่ตามมาภายหลังอย่างรวดเร็วของกิตติวุฑโฒ ภิกขุอย่างตั้งใจ จะเห็นได้ชัดว่าภายใต้ความไม่เป็นเหตุเป็นผลกันของตรรกะที่นำมาเรียบเรียง ภายใต้การพูดเรื่องโน้นทีเรื่องนี้ทีที่ดูเหมือนการแก้ต่างให้ตนเองและองค์กรที่สังกัดอยู่ด้วยหลักของพระพุทธศาสนา สิ่งที่รองรับอยู่คือการทำงานอย่างเป็นระบบของหลักการ propaganda การบรรยายเขาไม่ได้มุ่งตรงไปที่ระบบการใช้เหตุผล (แม้จะใช้วิธีการให้เหตุผล) หากมุ่งไปที่ระบบการทำงานของอารมณ์ความรู้สึก จุดประสงค์สำคัญที่พรางอยู่ในการกล่อมใจให้ลุ่มหลงคือการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้าม หรืออีกแง่หนึ่งคือการออกใบอนุญาตฆ่าคนทางอ้อม

แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่อันตรายที่สุดของคำบรรยาย เพราะการอนุญาตให้ฆ่าเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถขจัดสัญชาตญาณของความลังเลที่ผูกไว้ด้วยสำนึกเรื่องเวรกรรมได้ เขาได้สำทับด้วยการปลูกฝังสิ่งที่น่ากลัวที่สุดลงไปด้วย นั่นคือการขจัดความลังเลด้วย impunity หรืออภิสิทธิ์ปลอดความผิด การฆ่าที่ไม่มีความผิด เพราะเป็นการฆ่าเผื่อขจัดมาร ฆ่าเพื่อทำความดี การฆ่าที่ไม่บาป ตัวเขาเองถ้าถึงที่สุดจริงๆ จำเป็นจะต้องฆ่า เขาก็พร้อมจะถอดผ้าเหลืองฆ่า เพราะนั่นคือการทำไปเพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

เมื่อหน้าที่และศรัทธาหลอมรวมเข้าด้วยกันแล้วก็ทำให้สิ้นซึ่งสงสัย เมื่อสิ้นซึ่งสงสัยแล้วก็ปราศจากซึ่งความลังเล กับดักถูกวางไว้แล้วอย่างแยบยล ที่เหลือคือการรอเพื่อรุกให้ถึงฆาต

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จบบท คืนที่ยาวนาน: การไม่ตัดสินใจสลายการชุมนุมในธรรมศาสตร์คืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ในหนังสือประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้างไว้ว่า “เพราะสถานการณ์ที่พวกฝ่ายขวาก่อขึ้นมาในบ่ายวันที่ 5 ตุลาคม 2519 นั้นเหมือนกับผีดูดเลือดที่เมื่อถูกปลุกขึ้นมาแล้วไม่มีใครสามารถควบคุมได้ ไม่มีใครสามารถทำให้มันสงบลงได้จนกว่ามันจะได้ดื่มเลือดคนจริงๆ”

 

หมายเหตุ

เนื่องจากในหนังสือมีการใช้ทั้งคำว่า ‘คอมมิวนิสต์’ และ ‘คอมมูนิสต์’ ผมจึงเลือกใช้การเขียนทั้งสองรูปแบบให้ตรงตามต้นฉบับ

Author

Matt Changsupan

A never-ending student of The Unknown University who always falls for British sense of humour.