fbpx

ปิติ ศรีแสงนาม เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

 

  1. RCEP คือข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นเราก็ไม่ต้องการ FTA ฉบับอื่นๆ แล้ว

แน่นอนว่า RCEP คือข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะครอบคลุมประเทศสมาชิกถึง 15 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน 10 ประเทศ (ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) กับอีก 5 ประเทศคู่เจรจา ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ RCEP ครอบคลุมเขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประมาณ 1 ใน 3 ของทั้งโลก และครอบคลุมประชากรมากกว่า 2,200 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งโลก และนั่นทำให้ RCEP เป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงทุกประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่มูลค่าในระดับภูมิภาค (Regional Value Chains: RVCs) โดย RCEP ทำให้ผู้ประกอบการไทยและผู้บริโภคไทยได้ประโยชน์จากการเข้าถึงสินค้า บริการ วัตถุดิบ ราคาถูก คุณภาพดี ได้จาก 15 ประเทศในเอเชีย (รวมโอเชียเนีย (Oceania)) แน่นอนว่าเราจะมีแต้มต่อมากยิ่งขึ้นในการทำการค้าและการลงทุนกับประเทศในเอเชีย แต่เอเชียก็ไม่ใช่ทั้งหมดของห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก (Global Value Chains: GVCs) ยังมีตลาดสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น สหภาพยุโรป (EU) สหราชอาณาจักร ห่วงโซ่มูลค่าในทวีปอเมริกา อินเดียและเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และ แอฟริกา ซึ่งเป็นทั้งตลาดและแหล่งทรัพยากรขนาดใหญ่อยู่อีกทั่วโลก

ดังนั้น การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ RCEP ที่เป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด ไทยยังต้องเดินหน้า ศึกษา รับฟังความคิดเห็น กำหนดยุทธศาสตร์ และเจรจาการค้ากับอีกหลายประเทศทั่วโลก เพื่อให้คนไทย ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ได้สิทธิพิเศษและแต้มต่อในการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ GVCs ซึ่งจะส่งผลดีให้เกิดการจ้างงานและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ข้อดีอีกประการของ RCEP คือ เป็นข้อตกลงการค้าสมัยใหม่ที่ครอบคลุมมากกว่าแค่การลด ละ เลิก ภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า หากแต่เริ่มมีการสร้างความร่วมมือในมิติอื่นๆ อาทิ SMEs การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา e-Commerce และความร่วมมือในอีกหลากหลายมิติ ซึ่งข้อตกลงทางการค้าในรูปแบบนี้คือทิศทางที่ทั้งโลกกำลังเดินหน้าต่อไป RCEP จึงเปรียบเสมือนสระเด็กที่ให้ไทยและอาเซียนได้ทดลองว่ายน้ำ ก่อนที่จะพัฒนาตนเองต่อไปเพื่อว่ายน้ำในสระโอลิมปิก ที่หมายถึงการเข้าเจรจาข้อตกลงทางการค้าที่ครอบคลุมและมีมาตรฐานสูงในกรอบอื่นๆ ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น CPTPP ข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (EU) สหราชอาณาจักร (UK) และสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) หรือในอนาคตหากสหรัฐอเมริการิเริ่มข้อตกลงการค้าใหม่ๆ ซึ่งอาจจะเป็นข้อตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific)

 

  1. RCEP ลงนามไปเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2020 เราก็สามารถใช้งาน RCEP และส่งสินค้าไปขายใน 15 ประเทศโดยไม่มีภาษีได้แล้วทันที

กระบวนการเจรจาการค้าระหว่างประเทศเพื่อให้เกิดข้อตกลงการค้าเสรี เริ่มต้นจากการศึกษาวิจัยผลกระทบหากมี FTA ฉบับนั้นๆ จากนั้นจึงเดินสายทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด จากนั้น กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจึงจัดทำกรอบและยุทธศาสตร์การเจรจาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ การเริ่มต้นเจรจาการค้ากับประเทศคู่เจรจาจึงจะเริ่มขึ้น ในกรณีของ RCEP กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อ 8 ปีที่แล้ว และในปี 2019 ที่ไทยเป็นประธานการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้อง ตลอดทั้งปี 2019 ไทยเราก็ผลักดันอย่างยิ่งจนในที่สุด RCEP สามารถหาข้อสรุปการเจรจาได้ทั้ง 20 ข้อบท ซึ่งมีการประกาศความสำเร็จไปแล้วเมื่อพฤศจิกายน 2019 ในประเทศไทย จากนั้นตลอดปี 2020 ที่ผ่านมา ข้อตกลงที่สรุปผลการเจรจาไปแล้วโดย 15 ประเทศก็เข้าสู่กระบวนการขัดเกลาข้อความทางกฎหมาย จนนำไปสู่การลงนามโดยรัฐมนตรี RCEP ของทั้ง 15 ประเทศเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการลงนามผ่านการประชุมทางไกล โดยมีเวียดนามเป็นประธาน แต่นั่นไม่ได้หมายถึงการบังคับใช้

กระบวนการที่ทุกประเทศต้องกลับมาดำเนินการในประเทศของตนคือ การให้สัตยาบัน สำหรับประเทศไทยตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 ข้อตกลงที่ลงนามแล้วต้องถูกนำมาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี จากนั้นจึงนำข้อตกลงที่ลงนามไปเสนออีกครั้งต่อรัฐสภา ถ้าไม่มีข้อขัดข้อง ประเทศไทยถึงจะให้สัตยาบัน

ดังนั้น RCEP จะมีผลบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อ 6 จาก 10 ประเทศสมาชิกของประชาคมอาเซียนให้สัตยาบัน และ 3 จาก 5 ประเทศคู่เจรจาของอาเซียนให้สัตยาบัน โดยคาดการณ์กันว่า RCEP จะเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ในราวกลางปี 2021 ซึ่งจะเป็นวาระที่บรูไนเป็นประธานอาเซียน

แน่นอนว่าหลังจาก RCEP ที่ผลบังคับใช้ สินค้าและบริการจำนวนมากจะมีการเปิดตลาด ภาษีจะลดลงเป็น 0% และมาตรการทางการค้าที่มิใช่มาตรการทางภาษี (NTMs) จะลดลง แต่นั่นไม่ใช่กับทุกรายการสินค้า ยังมีรายการสินค้าบางรายการที่ประเทศสมาชิกพิจารณาว่าเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหว หากเลิกการจัดเก็บภาษี หรือไม่มี NTMs จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการภายในประเทศ หรืออาจส่งผลต่อความมั่นคงในมิติต่างๆ ดังนั้นสินค้าเหล่านี้บางรายการจะไม่มีการเปิดเสรี และบางรายการจะทยอยลด ละ เลิก มาตรการทางการค้าต่างๆ โดยมาตรการเหล่านี้จะหมดไปในอีก 20 ปีข้างหน้า (ดูตารางการเปิดตลาดได้ที่ www.rcepsec.org)

 

  1. มีข้อตกลง RCEP แล้ว เราก็ไม่ต้องการข้อตกลงเดิมๆ เช่น ASEAN-China FTA, ASEAN-Australia-New Zealand FTA, Japan-Thailand Economic Partnership Agreement ฯลฯ แล้ว

แม้เมื่อ RCEP มีผลบังคับใช้ RCEP ก็ไม่ใช่ข้อตกลงการค้าเสรีที่จะเข้ามาทดแทน หรือแทนที่ข้อตกลงการค้าเสรีเดิมที่มีอยู่ระหว่างประเทศสมาชิก ทั้งนี้เนื่องจาก RCEP เป็นข้อตกลงการค้าเสรีขนาดใหญ่ มีสมาชิกจำนวนมากถึง 15 ประเทศ และบางคู่ประเทศสมาชิกก็ไม่เคยมีข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกันมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น จีน-ญี่ปุ่น ญี่ปุ่น-เกาหลี ญี่ปุ่น-นิวซีแลนด์ ดังนั้น การที่จะให้ประเทศเหล่านี้ ซึ่งบางครั้งมีปมประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งระหว่างกันมาตลอดประวัติศาสตร์ และมีแนวคิดแบบชาตินิยมสูง มาเปิดเสรีให้สิทธิพิเศษ ให้แต้มต่อทางการค้าระหว่างกัน จึงเป็นเรื่องยาก แต่เพื่อทำให้ RCEP เกิดขึ้น การประนีประนอม การแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน โดยสงวนความแตกต่างขัดแย้งจึงเกิดขึ้น และนั่นทำให้ในรายการสินค้าที่บางคู่ประเทศเปิดเสรีให้ระหว่างกันจึงยังไม่ได้เปิดตลาดที่กว้างขวางครอบคลุมในทุกรายการสินค้าและภาคบริการ

ดังนั้น หากเปรียบเทียบระหว่างข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคี อาทิ ไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ฯลฯ หรือข้อตกลงอาเซียน +1 อาทิ ASEAN-China FTA, ASEAN-Japan Comprehensive Economic Partnership ฯลฯ ข้อตกลงเหล่านี้จะมีการเปิดตลาดที่กว้างขวางกว่า การลด ละ เลิก ภาษีและมาตรการทางการค้าอื่นๆ ก็จะเปิดเสรีมากกว่า และที่สำคัญ ข้อตกลงเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีการเปิดเสรี มีผลบังคับใช้ไปแล้วด้วยกันทั้งสิ้น

คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วในเมื่อ RCEP เปิดเสรีน้อยกว่า แล้วเราจะมี RCEP ไปทำไม

เพื่อที่จะหาคำตอบนี้ เราต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า ข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) คือการที่ประเทศคู่เจรจาตกลงที่จะ ลด ละ เลิก มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างกัน ทั้งมาตรการภาษีและมาตรการทางการค้าที่มิใช่มาตรการทางภาษี (Non-Tariff Measures: NTMs) แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ไทยจะสามารถส่งอะไรก็ได้ออกไปขายกับคู่เจรจาของเราแล้วได้สิทธิประโยชน์ภาษีศุลกากร 0% และไม่มี NTMs ทันทีโดยอัตโนมัติ เราจะใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ได้ หรือเราจะสามารถค้าขายด้วยภาษี 0% และไม่มี NTMs ได้ก็ต่อเมื่อสินค้าที่เราจะขายต้องมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย และ/หรือ ประเทศที่เรามี FTA ด้วยเท่านั้น เช่น ไทยจะส่งสินค้าออกไปขายที่ญี่ปุ่นและจะไม่ต้องถูกเก็บภาษีศุลกากรเมื่อนำเข้าไปในญี่ปุ่นได้ก็ต่อเมื่อสินค้านั้น ๆ มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยและ/หรือในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น เพราะนี่คือข้อตกลงระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่จะลด ละ เลิกสิ่งกีดกันทางการค้าระหว่างกัน ดังนั้น ไทยจะลักไก่ไปซื้อของจากจีนเข้ามาแล้วส่งออกไปขายที่ญี่ปุ่น แล้วขอให้ญี่ปุ่นไม่เก็บภาษีไม่ได้

นั่นหมายความว่า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิด (Rules of Origin: ROO) ซึ่งเป็นหลักการในการชี้บ่งว่าสินค้าใดมีถิ่นกำเนิดที่ไหนจึงมีความสำคัญมาก และในการเจรจา FTA ส่วนใหญ่ เรื่องที่เจรจายากและใช้เวลาในการเจรจายาวนานก็คือเรื่อง ROO ที่มีความยุ่งยากซับซ้อนมาก แน่นอนว่าสำหรับสินค้าเกษตร กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดคงไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนมากมายนัก เพราะส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดใช้กฎการใช้วัตถุดิบในประเทศทั้งหมด (Wholly Obtained: WO) เช่น ทุเรียน มังคุด มันสำปะหลัง การชี้บ่งว่าสินค้านี้เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย เพื่อให้เราขอใช้สิทธิประโยชน์ไม่ต้องถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเมื่อเราส่งออกไปขายยังประเทศที่มี FTA ด้วยก็เป็นเรื่องไม่ซับซ้อน เพราะเราอยู่แล้วว่าทุเรียนผลนั้นเริ่มต้นจากต้นทุเรียนที่อยู่ในสวนในประเทศไทย จากดอก กลายเป็นผลอ่อน กลายเป็นผลโตเต็มไว เราก็สามารถส่งทุเรียนไปขายด้วยภาษี 0% กับประเทศที่เรามี FTA ได้ง่าย ไม่ต้องพิสูจน์ถิ่นกำเนิดให้ยุ่งยากซับซ้อน

แต่กับสินค้าที่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม การชี้บ่งว่าสินค้านี้มีถิ่นกำเนิดที่ไหนเป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนมากๆ เช่น รถยนต์กระบะ Toyota ที่มีโรงงานประกอบอยู่ในประเทศไทย เราจะสามารถบ่งชี้ได้หรือไม่ว่ารถกระบะคันนี้เป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดในไทย (อย่าลืมนะครับว่าชื่อ Toyota ก็บอกแล้วว่าเป็นรถยนต์สัญชาติญี่ป่น) ในความเป็นจริง รถกระบะคันนี้อาจจะประกอบในไทย แต่ใช้ชิ้นส่วนจากทั่วโลก ในชิ้นส่วนนับพันๆ ชิ้นที่ประกอบขึ้นเป็นรถกระบะ 1 คันมีทั้งชิ้นส่วนที่ผลิตในไทย ในจีน ในอาเซียน ในญี่ปุ่น และในที่ต่างๆ จากทั่วโลก แล้วแบบนี้เราจะบ่งชี้ถิ่นกำเนิดของรถยนต์คันนี้อย่างไร คำตอบคือ เราใช้หลักการที่เรียกว่า หลักการคำนวณมูลค่าเพิ่ม (Value Added Rule: VA หรือ Ad Valorem Rule)

ยกตัวอย่างเช่น ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น (ชื่อทางการคือ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น  Japan-Thailand Economic Partnership Agreement: JTEPA) อาจจะกำหนดไว้ว่า หากรถกระบะคันนี้มีมูลค่าของชิ้นส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นรถคันนี้ที่ผลิตในไทย และ/หรือในญี่ปุ่น รวมกันสูงกว่า 40% (ตัวเลขสมมติ) ให้ถือว่ารถยนต์คันนี้มีถิ่นกำเนิดในไทยและญี่ปุ่น ที่เพียงพอที่จะขอใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกไปขายแล้วคิดภาษีศุลกากรที่ 0% และไม่มีข้อกีดกันทางการค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่นได้ โดยการขอใช้สิทธิประโยชน์นี้ ผู้ประกอบการต้องพิสูจน์กับกรมการค้าต่างประเทศ

อ่านมาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านคงจะเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่าง การเจรจาเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคี คือ 2 ประเทศ กับการเจรจาการค้าเสรีในระดับภูมิภาค ที่มีประเทศร่วมกันเจรจาหลายๆ ประเทศมีความแตกต่างกัน เพราะการเจรจาการค้าแบบภูมิภาคที่มีหลายๆ ประเทศจะทำให้เราสามารถสะสมถิ่นกำเนิดได้ (cumulative value added) โดยเฉพาะในโลกยุคที่การผลิตอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก (Global Value Chains: GVCs)

ลองนึกดูนะครับว่า ถ้าโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่องมีชิ้นส่วนมากกว่า 300 ชิ้น ซึ่งแน่นอนว่ามาจากหลากหลายประเทศทั่วโลก มีทั้งชิ้นส่วนที่มาจาก ไทย จากญี่ปุ่น จากจีน จากเกาหลี จากทั่วโลก ดังนั้น การนับมูลค่าเพิ่มแบบทวิภาคีแค่ 2 ประเทศ เราก็จะสะสมถิ่นกำเนิดได้แค่ 2 ประเทศ ซึ่งอาจจะไม่ถึงเกณฑ์ที่จะใช้สิทธิประโยชน์ได้ (เกณฑ์ VA ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 35-40%) เพราะโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นอาจจะมีมูลค่าชิ้นส่วนจากไทย 15% จากญี่ปุ่น 10% รวมกันแค่ 25% ซึ่งไม่พอ

แต่ในกรอบ RCEP เราอาจะรวมถิ่นกำเนิดจากไทย 15% ของญี่ปุ่น 10% เข้ากับของจีน เกาหลีใต้ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และประเทศอื่นๆ ใน RCEP จนครบ VA 40% ตามข้อตกลง และทำให้เราส่งออกไปขายในประเทศเหล่านี้ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี RCEP ได้ด้วยภาษี 0% นี่คือความแตกต่างระหว่างกรอบทวิภาคีกับกรอบภูมิภาค ซึ่งสำหรับกรอบภูมิภาค แน่นอนว่าอาจจะเจรจาได้ยุ่งยากซับซ้อนมากกว่า ใช้เวลานานกว่า แต่เมื่อเวลาที่บังคับใช้ข้อตกลง กรอบระดับภูมิภาคก็จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิประโยชน์และเข้าสู่ตลาดได้มากขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการ สิ่งที่ต้องทำ ณ เวลานี้ คือ เปรียบเทียบข้อตกลงการค้าเดิมที่ท่านเคยใช้สิทธิประโยชน์อยู่ว่า เมื่อเทียบกับ RCEP แล้ว ข้อตกลงใดให้สิทธิประโยชน์กับท่านมากกว่า และในขณะเดียวกัน ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าต้นทุนในการใช้สิทธิประโยชน์ดังกล่าว ข้อตกลงใดต้นทุนต่ำที่สุด แล้วจึงเลือกใช้ข้อตกลงการค้าเสรีนั้นๆ

ดังนั้น RCEP จึงไม่ได้มาแทนที่ FTA ฉบับเดิมๆ หากแต่มาเติมเต็ม ทำให้การค้าสินค้าเดิมๆ ที่อาจจะไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้ สามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้นภายใต้ RCEP

นั่นหมายความว่า RCEP และ FTA ฉบับต่างๆ คือสิ่งที่เกื้อกูลหนุนนำซึ่งกันและกัน เปรียบเสมือนกับผู้ประกอบการที่จะเข้าสู่สนามรบ ที่คราวนี้มีอาวุธให้เลือกใช้ได้ตามรูปแบบการรบที่แตกต่างกัน

 

  1. การลงนาม RCEP คือความสำเร็จของเวียดนาม

แน่นอนว่าการลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง RCEP คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แต่นั่นก็เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการสร้างข้อตกลงทางการค้าดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น

ในความเป็นจริง RCEP คือ ความสำเร็จของทั้ง 16 ประเทศ ผมขอย้ำว่า 16 ประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่ 15 ประเทศที่ร่วมลงนาม อินเดียเองก็มีส่วนในความสำเร็จครั้งนี้ด้วย เพราะต้องอย่าลืมว่า เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้การเจรจาชะงักงันและลากยาวกว่า 8 ปี ก็เนื่องมาจาก 2 เหตุผล นั่นคือ:

1) เนื่องจากประเทศสมาชิกมีความแตกต่างกันอย่างยิ่งในหลากหลายมิติ อาทิ RCEP มีประเทศสมาชิกที่มีระดับการพัฒนาการทางเศรษฐกิจระดับพัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ควบคู่ไปกับประเทศสมาชิกที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา และประเทศพัฒนาน้อยที่สุด อาทิ สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา RCEP มีประเทศที่มีขนาดประชากรระดับเกินพันล้านคนอาทิ จีน และอินเดีย และในขณะเดียวกันก็มีประเทศอย่างบรูไนที่มีประชากรไม่ถึง 5 แสนคน ดังนั้น หลายๆ เรื่องที่ประเทศพัฒนาแล้วเสนอ บางครั้งก็มีมาตรฐานสูงจนประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุดไม่สามารถยอมรับได้ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งอินเดียและจีนต่างก็มีบทบาทในการเจรจาในหลายๆ ครั้งที่เกิดการรวมพลังกัน จนทำให้หลายๆ เรื่อง หลายๆ มิติที่อาจจะยากต่อการบังคับใช้สามารถหาข้อยุติและเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นทุกประเทศ รวมทั้งอินเดียต่างก็มีส่วนสำคัญในการเจรจา

2) ในขณะที่ประเทศสมาชิกอาเซียนมีข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่เจรจาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ASEAN-China FTA, ASEAN-Japan Comprehensive Economic Partnership, ASEAN-ROK FTA, ASEAN-Australia-New Zealand FTA และASEAN-India FTA แต่ระหว่างประเทศคู่เจรจา นี่คือการเปิดเจรจาการค้าเสรีครั้งแรกระหว่างจีนกับญี่ปุ่น และจีนกับอินเดีย ที่ไม่เคยมีข้อตกลงการค้าระหว่างกัน ระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ และญี่ปุ่นกับนิวซีแลนด์ ซึ่งไม่เคยมี FTA ระหว่างกัน เช่นเดียวกับที่อินเดียก็ไม่เคยมีการเจรจาการค้าเสรีกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มาก่อน ดังนั้น นี่จึงเป็นการเปิดเสรีของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีความต้องการและมีมาตรฐานการเจรจาการค้าที่หลากหลาย รวมทั้งหลายๆ คู่ยังเคยมีปมขัดแย้งทางประวัติศาสตร์มาก่อนหน้าระหว่างกันด้วย การที่ทุกประเทศช่วยกันผลักดัน จนถึงแม้ในที่สุดจะสามารถลงนามได้ 15 ประเทศ แต่เราก็ถือว่านี่คือความสำเร็จของทั้ง 16 ประเทศ

 

  1. อินเดียออกจาก RCEP ไปแล้ว

แน่นอนว่าอินเดียไม่ได้ร่วมอยู่ใน 15 ประเทศสมาชิก RCEP ที่ลงนาม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า อินเดียไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ RCEP เพราะอย่างที่กล่าวถึงไปแล้วก่อนหน้านี้ หลายๆ เรื่องที่อยู่ในข้อบททั้ง 20 ข้อบทที่ลงนามไปก็เกิดขึ้นได้จากการที่อินเดียมีส่วนร่วมในการเจรจา มีส่วนร่วมในการผลักดัน ดังนั้น อินเดียจึงยังถือเป็นผู้เล่นที่มีส่วนสำคัญ และที่ลงนามไม่ได้ก็เป็นเพราะปัจจัยการเมืองภายในประเทศอินเดียเอง สมาชิก RCEP จึงยังให้ความสำคัญกับอินเดีย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่ออินเดียมีความพร้อม อินเดียก็จะสามารถกลับเข้ามาลงนามกับ RCEP  ได้ตลอดเวลา

ในข้อบทที่ 20 บทบัญญัติสุดท้าย (Final Provision) ซึ่งกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างความตกลง RCEP กับความตกลงระหว่างประเทศอื่น กลไกการทบทวนทั่วไป กระบวนการแก้ไขความตกลง และการภาคยานุวัติ ความตกลง RCEP เปิดให้มีการภาคยานุวัติ (การรับสมาชิกใหม่ เพิ่มเติมจาก 15 ประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้ง) โดยรัฐหรือเขตศุลกากรอิสระ 18 เดือนหลังจากวันที่ความตกลงฉบับนี้มีผลใช้บังคับ และเปิดให้อินเดียในฐานะสมาชิกดั้งเดิมสามารถภาคยานุวัติได้โดยไม่ต้องรอ 18 เดือน

 

จะเห็นได้ว่า แม้ RCEP จะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับทุกภาคส่วน แต่ก็ยังมีความเข้าใจผิดอยู่อีกหลายประการ ดังนั้นเพื่อให้คนไทย ทั้งผู้บริโภค ผู้ผลิต และทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงโอกาสจาก RCEP ได้อย่างมากที่สุด ผู้เขียนขอแนะนำให้เข้าไปที่เว็บไซต์ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อหาข้อมูล โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้นำสรุปสาระสำคัญความตกลง RCEP ความตกลง RCEP และข้อมูลเบื้องต้นของ RCEP ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ขึ้นไว้ให้แล้วบนเว็บไซต์

สำหรับข้อตกลงที่มาพร้อมกับภาคผนวกและตารางภาษี ตารางการเปิดตลาดสามารถหาข้อมูลได้ที่ www.rcepsec.org และสำหรับองค์ความรู้เพิ่มเติมผ่าน VDO clip ที่ครอบคลุมในทุกมิติของ RCEP สามารถเข้าไปดูได้ที่ Facebook ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในหัวข้อ RCEP the Series

Author

ปิติ ศรีแสงนาม

ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ศูนย์อาเซียนศึกษา และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย