สำรวจมณฑลส่านซี แหล่งกำเนิดอารยธรรมของจีน ผ่านแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ 4 แห่ง

 

 

 

มณฑลส่านซี (Shannxi) ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีเมืองซีอานเป็นเมืองหลวงของมณฑลส่านซี พื้นที่แห่งนี้ได้ชื่อเป็นแหล่งต้นกำเนิดของอารยธรรมจีน มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานกว่า 5,000 ปี เคยเป็นเมืองหลวงของจีน 14 ราชวงศ์ และถือเป็นมณฑลหน้าด่านที่เชื่อมดินแดนตะวันออกและตะวันตกผ่านเส้นทางสายไหมตั้งแต่ 2100 ปีที่แล้ว

มีคำกล่าวว่าหากจะเข้าใจเมืองจีนต้องเริ่มต้นที่มณฑลส่านซี 101 จะพาไปรู้จักมณฑลส่านซีผ่านแหล่งเรียนรู้สำคัญทางประวัติศาสตร์ 4 แห่ง

 

 

 

1

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซี (Shannxi History Museum)

 

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมฟรีตั้งแต่ปี 1991 ถือเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของจีนที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย พิพิธภัณฑ์นี้รวบรวมโบราณวัตถุที่สำคัญที่พบในแถบมณฑลส่านซีกว่า 370,000 ชิ้น ตั้งแต่ยุคมนุษย์หิน ถึงช่วงสมัยราชวงศ์ถัง ครอบคลุมระยะเวลากว่า 1 ล้านปี พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซีได้ชื่อว่าเป็น ‘ไข่มุกแห่งเมืองซีอานและเป็นสมบัติอันล้ำค่าของจีน’

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซีมีขนาดพื้นที่อาคาร 55,600 ตารางเมตร วางผังอาคารในรูปแบบสิ่งก่อสร้างในสมัยราชวงศ์ถังคือมีท้องพระโรงอยู่ตรงกลางและมีหอบูชาทั้งสี่มุม บริเวณด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์จะพบกับสิงโตขนาดใหญ่ที่สร้างในสมัยราชวงศ์ถัง

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซีมีขนาดพื้นที่อาคาร55,600 ตารางเมตร วางผังอาคารในรูปแบบสิ่งก่อสร้างในสมัยราชวงศ์ถังคือมีท้องพระโรงอยู่ตรงกลางและมีหอบูชาทั้งสี่มุม บริเวณด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์จะพบกับสิงโตขนาดใหญ่ที่สร้างในสมัยราชวงศ์ถัง

ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงโบราณวัตถุที่สำคัญ อาทิ หัวกะโหลกมนุษย์โบราณจำลองอายุ 1.6 ล้านปี กระถางธูปโบราณในยุคราชวงศ์โจวตะวันตก พระราชลัญจกรของซูสีไทเฮาในราชวงศ์ฮั่น เป็นต้น

สิ่งที่เป็นไฮไลท์อย่างหนึ่งของพิพิธภัณฑ์คือ กาน้ำลายนกหงส์และดอกโบตั๋น  ความน่าสนใจของกาน้ำใบนี้คือ กาน้ำจะมีช่องใส่น้ำเข้าทางเดียวคือบริเวณก้นกา เมื่อเติมน้ำเข้าไปแล้ว น้ำจะไม่ไหลออกที่ก้นกาจะเทน้ำออกได้เฉพาะที่ปากกาเท่านั้น

ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซีมีผู้เข้ามาเยี่ยมชมวันละ 1.2 หมื่นคนหรือกว่า 2.7 ล้านคนต่อปี

สิ่งที่เป็นไฮไลท์อย่างหนึ่งของพิพิธภัณฑ์คือ กาน้ำลายนกหงส์และดอกโบตั๋น  ความน่าสนใจของกาน้ำใบนี้คือ กาน้ำจะมีช่องใส่น้ำเข้าทางเดียวคือบริเวณก้นกา เมื่อเติมน้ำเข้าไปแล้ว น้ำจะไม่ไหลออกที่ก้นกาจะเทน้ำออกได้เฉพาะที่ปากกาเท่านั้น

ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซีมีผู้เข้ามาเยี่ยมชมวันละ 1.2 หมื่นคนหรือกว่า 2.7 ล้านคนต่อปี

หัวกะโหลกมนุษย์โบราณจำลองอายุ1.6 ล้านปี

กระถางธูปโบราณในยุคราชวงศ์โจวตะวันตก

พระราชลัญจกรของซูสีไทเฮาในราชวงศ์ฮั่น

2

หอกลองและกำแพงเมืองซีอาน (Drum Tower of Xi’an and Xi’an City Wall)

 

หอกลองเมืองซีอานตั้งอยู่บริเวณในกลางเมือง ก่อสร้างในปี 1380 ยุคราชวงศ์หมิง บริเวณใกล้เคียงกันเป็นที่ตั้งของหอระฆัง สถาปัตยกรรมของหอกลองที่เห็นในปัจจุบันนั้นเป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัยกรรมในสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ชิง หอกลองแห่งนี้มีความสูง 46.7 เมตร

ในสมัยนั้นหอระฆังจะใช้ตีในช่วงเวลาเช้าตอนพระอาทิตย์ขึ้น และหอกลองจะตีในเวลาเย็นเมื่อพระอาทิตย์ตก นอกจากนั้นยังถูกใช้เพื่อแจ้งเหตุร้ายในยามถูกรุกรานด้วย ภายในหอกลองจะเป็นที่เก็บกลองในสมัยโบราณโดยมีกลองขนาดใหญ่ 24 อัน และกลองขนาดเล็ก 24 อัน กลองที่เก็บรักษาไว้จะตกแต่งด้วยภาพเขียนลายเส้นจีนที่เป็นสัญลักษณ์บอกถึงความโชคดี

ในสมัยนั้นหอระฆังจะใช้ตีในช่วงเวลาเช้าตอนพระอาทิตย์ขึ้น และหอกลองจะตีในเวลาเย็นเมื่อพระอาทิตย์ตก นอกจากนั้นยังถูกใช้เพื่อแจ้งเหตุร้ายในยามถูกรุกรานด้วย ภายในหอกลองจะเป็นที่เก็บกลองในสมัยโบราณโดยมีกลองขนาดใหญ่ 24 อัน และกลองขนาดเล็ก 24 อัน กลองที่เก็บรักษาไว้จะตกแต่งด้วยภาพเขียนลายเส้นจีนที่เป็นสัญลักษณ์บอกถึงความโชคดี

บริเวณหอกลองจะเชื่อมต่อกับกำแพงเมืองซีอานที่มีความยาวกว่า14 กิโลเมตร มีความสูงกว่า 12 เมตร กำแพงเมืองซีอานสร้างขึ้นในยุคราชวงศ์หมิง ถือเป็นกำแพงเมืองโบราณที่มีขนาดใหญ่ มีความเก่าแก่ และมีความสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของกำแพงเมืองในจีน กำแพงเมืองซีอานถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ที่สถานที่เก็บอาหาร และใช้เป็นเกราะป้องกันการรุกรานของข้าศึก

ปัจจุบันกำแพงเมืองซีอานอยู่ระหว่างการขอจดทะเบียนเป็นมรดกของ UNESCO ในชื่อ ‘กำแพงเมืองของราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ฉิน’ 

3.

เจดีย์ห่านป่าใหญ่ (Great Wild Goose Pagoda)

 

เจดีย์ห่านป่าใหญ่ ตั้งอยู่ทางใต้ของกำแพงเมืองซีอาน เจดีย์แห่งนี้สร้างในสมัยราชวงศ์ถัง ในปี 652 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัดต้าสือเอินซื่อ ที่สร้างขึ้นในปี 648 ด้านหน้าของเจดีย์มีรูปปั้นของพระถังซำจั๋งตั้งอยู่ เนื่องด้วยพระถังซำจั๋งถือว่าเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัด แห่งนี้และเป็นเจ้าอาวาสนานกว่า 18 ปี

ตัวเจดีย์ห่านป่าใหญ่เป็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นศิลปะผสมอินเดียและจีน สำหรับตัวเจดีย์ห่านป่าใหญ่นั้นเดิมสูง 5 ชั้น ภายหลังประสบภัยแผ่นดินไหวหลายครั้งจึงมีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัสราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ปัจจุบันองค์เจดีย์มี 7 ชั้น มีความสูง 64.7 เมตร

ตัวเจดีย์ห่านป่าใหญ่เป็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นศิลปะผสมอินเดียและจีน สำหรับตัวเจดีย์ห่านป่าใหญ่นั้นเดิมสูง 5 ชั้น ภายหลังประสบภัยแผ่นดินไหวหลายครั้งจึงมีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัสราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ปัจจุบันองค์เจดีย์มี 7 ชั้น มีความสูง 64.7 เมตร

ภายในบริเวณวัดนอกจากจะมีองค์เจดีย์ห่านป่าใหญ่แล้ว ยังมีหอระฆังทางด้านทิศตะวันออก หอกลองทางด้านทิศตะวันตก พระอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธรูป 3 องค์ และห้องแสดงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพระถังซำจั๋งด้วย

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของที่แห่งนี้คือ เป็นต้นกำเนิดลัทธิมหายาน เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก รูปแกะสลัก และพระบรมสารีริกธาตุที่พระถังซำจั๋งอันเชิญมาจากชมพูทวีปตามเส้นทางสายไหม

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของที่แห่งนี้คือ เป็นต้นกำเนิดลัทธิมหายาน เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก รูปแกะสลัก และพระบรมสารีริกธาตุที่พระถังซำจั๋งอันเชิญมาจากชมพูทวีปตามเส้นทางสายไหม

4.

สุสานกองทัพทหารและม้าดินเผาจักรพรรดิฉินสื่อหวง (The Terracotta Warriors and Horses of Emperor Qinshihuang)

 

สุสานกองทัพทหารดินเผาจักรพรรดิฉินสื่อหวง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองซีอาน ถูกยกให้เป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 1987 บริเวณสุสานกองทัพทหารดินเผาประกอบไปด้วยหลุมขุด3 หลุม ขณะที่สุสานขององค์จักรพรรดิฉินสื่อหวง ทางการจีนยังไม่ได้ขุดขึ้นมาเนื่องจากกำลังศึกษาเทคโนโลยีที่จะดำรงรักษาสภาพสีของวัตถุโบราณเอาไว้

สุสานกองทัพทหารเพิ่งถูกค้นพบในปี 1976 โดยชาวนากลุ่มหนึ่งจากความบังเอิญที่กำลังขุดดินเพื่อหาแหล่งน้ำ ขนาดของทหารดินเผามีความสูงเฉลี่ย 1.8 เมตรซึ่งสูงกว่าขนาดจริงของคนในสมัยนั้นที่สูงเฉลี่ย 1.5 เมตร โดยทหารดินเผาแต่ละตัวหน้าตาจะไม่เหมือนกัน ลักษณะท่าทางและเครื่องแต่งกายก็มีความแตกต่างกันตามหน้าที่ทางการทหาร

แรกเริ่มเดิมทีการขุดทหารดินเผาในสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องมือที่ทันสมัยและวิธีการขุดที่ถูกต้องทำให้สีของกองทัพทหารและม้าดินเผาเปลี่ยนไป ในภายหลังการศึกษาทหารและม้าดินเผามีการพัฒนามากขึ้น มีการใช้เทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าดิน ทำให้สามารถเก็บรักษาสีดั้งเดิมของทหารและม้าดินเผานี้ได้

สุสานกองทัพทหารเพิ่งถูกค้นพบในปี 1976 โดยชาวนากลุ่มหนึ่งจากความบังเอิญที่กำลังขุดดินเพื่อหาแหล่งน้ำ ขนาดของทหารดินเผามีความสูงเฉลี่ย 1.8 เมตรซึ่งสูงกว่าขนาดจริงของคนในสมัยนั้นที่สูงเฉลี่ย 1.5 เมตร โดยทหารดินเผาแต่ละตัวหน้าตาจะไม่เหมือนกัน ลักษณะท่าทางและเครื่องแต่งกายก็มีความแตกต่างกันตามหน้าที่ทางการทหาร

แรกเริ่มเดิมทีการขุดทหารดินเผาในสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องมือที่ทันสมัยและวิธีการขุดที่ถูกต้องทำให้สีของกองทัพทหารและม้าดินเผาเปลี่ยนไป ในภายหลังการศึกษาทหารและม้าดินเผามีการพัฒนามากขึ้น มีการใช้เทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าดิน ทำให้สามารถเก็บรักษาสีดั้งเดิมของทหารและม้าดินเผานี้ได้

นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่าการสร้างสุสานกองทัพทหารและม้าดินเผาด้วยความเชื่อของชาวจีนสมัยนั้นว่าเพื่อปกป้องพระจักรพรรดิในโลกหลังความตาย ปัจจุบันมีการขุดค้นพบวัตถุโบราณที่เป็นกองทัพทหารดินเผา อาวุธ รถม้าและม้าศึก จำนวนทั้งสิ้นกว่า 7,400 ชิ้น และคาดว่ากินพื้นที่ทั้งหมดกว่า 2,180 ตารางกิโลเมตร

นอกจากกองทัพทหารและม้าดินเผาแล้ว หนึ่งในไฮไลท์ที่ถูกขุดพบในบริเวณสุสานแห่งนี้ คือ ขบวนรถม้าสำริด  ซึ่งถูกค้นพบในโลงไม้บริเวณใกล้กับสุสานฉินสื่อหวง ขบวนรถม้าสำริดที่ขุดพบมีด้วยกัน 2 ขบวนโดยแต่ละขบวนประกอบด้วยม้าสำริด 4 ตัวพร้อมเครื่องยศ องครักษ์ประจำรถสูง 51 เซนติเมตรพร้อมเครื่องยศ และตัวรถม้า

นอกจากกองทัพทหารและม้าดินเผาแล้ว หนึ่งในไฮไลท์ที่ถูกขุดพบในบริเวณสุสานแห่งนี้ คือ ขบวนรถม้าสำริด  ซึ่งถูกค้นพบในโลงไม้บริเวณใกล้กับสุสานฉินสื่อหวง ขบวนรถม้าสำริดที่ขุดพบมีด้วยกัน 2 ขบวนโดยแต่ละขบวนประกอบด้วยม้าสำริด 4 ตัวพร้อมเครื่องยศ องครักษ์ประจำรถสูง 51 เซนติเมตรพร้อมเครื่องยศ และตัวรถม้า

ขบวนรถม้าสำริดแสดงให้เห็นถึงศิลปะขั้นสูงในการจัดทำ ใช้เทคนิคงานโลหะผสม สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นรถม้าประจำพระองค์ในภพหน้า และการขุดพบขบวนรถม้าสำริดที่มีความสมบูรณ์นี้ทำให้นักประวัติศาสตร์เข้าใจประวัติศาสตร์จีนมากขึ้นทั้งการเรื่องจัดขบวนม้าและศิลปะในยุคนั้น

วิโรจน์ สุขพิศาล เรื่องและภาพ

Share:

ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาดูงานของคณะสื่อมวลชนไทย สนับสนุนโดย กรมกิจการจัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือภาษาต่างประเทศแห่งประเทศจีน (CIPG – China International Publishing Group) สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และศูนย์จีน-อาเซียน โดยมี China Report Press และ China Report ASEAN – Thailand เป็นผู้ประสานงานหลัก