วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เรื่อง

 

“คืนนั้นผมเข้านอนปรกติ ถึงเวลาเขามาปลุก บอกว่า ไปกันเถอะ แล้วต่างคนต่างแยกย้ายไปตามจุดนัดหมายตัวเอง ทุกหมู่เหล่ามีชาวบ้านอย่างเราไปอยู่ด้วย ถนนราชดำเนินตอนนั้นเงียบมาก พี่ชายบอกว่า เดี๋ยวมีคนเอาปืนมาให้ ผมคิดอย่าเดียวว่า ตั้งใจมาทำงานให้สำเร็จ เขาสู้ก็สู้กับเขา ตายก็ตาย…”

กระจ่าง ตุลารักษ์ คณะราษฎรคนสุดท้าย ผู้อยู่ในเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง หวนรำลึกเหตุการณ์ในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ระหว่างให้สัมภาษณ์นิตยสาร สารคดี ก่อนเสียชีวิตไม่นาน

หากเชื่อว่าเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในโลกมักเกิดจากคนเพียงไม่กี่คนและส่วนใหญ่จะถูกต่อต้าน การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ของสยามก็อยู่ในข่ายนี้เช่นกัน การวางแผนให้เกิดซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด

เป็นที่ยอมรับกันว่า การปฏิวัติในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 สำเร็จลงได้ก็เพราะมีการวางแผนอย่างรอบคอบ ทั้งๆ ที่ในเวลานั้นคณะราษฎรแทบจะไม่มีกำลังในมือ ผู้ร่วมก่อการมีเพียง 115 คน แต่สามารถยึดอำนาจได้สำเร็จโดยไม่มีการนองเลือด

 

วางแผน 7 ปี ยึดอำนาจภายใน 3 ชั่วโมง

 

จุดเริ่มต้นของคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง น่าจะเริ่มจากนักเรียนไทยในยุโรปสองคนได้พบปะกันที่กรุงปารีสและตกลงร่วมมือกันที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามประเทศ นักเรียนไทยสองคนนั้น คือ นายปรีดี พนมยงค์ นักเรียนกฎหมายที่ได้ทุนกระทรวงยุติธรรมไปศึกษาระดับปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยปารีส และ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี ที่ลาออกจากราชการทหารไปศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์

นายปรีดี บันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ว่า

“ภายหลังที่ข้าพเจ้าสนทนากับ ร.ท.ประยูร หลายครั้งแล้ว จึงได้ชวนเขาไปเดินเล่นที่ถนน Henri Martin ปรารภกันว่า ได้ยินเสียงที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาฯ มากมายหลายคนแล้ว แต่ไม่มีใครจะตัดสินใจเอาจริง ฉะนั้น เราจะไม่พูดแต่ปาก คือจะต้องทำจริงจากน้อยไปสู่มาก แล้ววางวิธีการชวนเพื่อนที่ไว้ใจได้ร่วมเป็นหน่วยแรก”

เดือนกุมภาพันธ์ 2469 ณ หอพัก Rue du summerard กรุงปารีส ได้มีการประชุมกลุ่มผู้ต้องการเห็นบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นครั้งแรก ผู้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ (หลวงพิบูลสงคราม กำลังศึกษาวิชาทหารปืนใหญ่ในโรงเรียนนายทหาร) ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี (ศึกษาวิชาการทหารม้าในโรงเรียนนายทหารของฝรั่งเศส) นายตั้ว ลพานุกรม (นักศึกษาวิทยาศาสตร์ระดับปริญญาเอกในสวิตเซอร์แลนด์) หลวงศิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี ผู้ช่วยเลขานุการทูตสยามประจำกรุงปารีส) นายแนบ พหลโยธิน (เนติบัณฑิตอังกฤษ) และนายปรีดี พนมยงค์ ที่ประชุมตกลงที่จะทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากรูปแบบกษัตริย์เหนือการปกครองมาเป็นการปกครองที่มีกษัตริย์ใต้กฎหมาย โดยใช้วิธีการ “ยึดอำนาจโดยฉับพลัน” เพื่อป้องกันมิให้มหาอำนาจคืออังกฤษและฝรั่งเศสที่มีอาณานิคมอยู่ล้อมรอบสยามประเทศถือโอกาสเข้าแทรกแซงยกกำลังทหารมายึดครองดินแดนสยามไปเป็นเมืองขึ้น

ผู้ก่อการได้ตั้งปณิธานในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเพื่อให้สยามบรรลุเป้าหมายหกประการซึ่งต่อมาเรียกว่าเป็น “หลักหกประการของคณะราษฎร” คือ

1. รักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

2. รักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดลงให้มาก

3. บำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

4. ให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน

5. ให้ราษฎรมีเสรีภาพที่ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น

6. ให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ที่ประชุมยังได้ตกลงว่า เมื่อกลับสยามประเทศแล้ว หากการก่อการครั้งนี้ล้มเหลวหรือพ่ายแพ้ ให้นายแนบ พหลโยธิน ซึ่งเป็นผู้ที่มีฐานะดีที่สุด เป็นผู้ดูแลครอบครัวของเพื่อนที่ถูกจำคุกหรือเสียชีวิต

ต่อมาภายหลังมีผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อการเพิ่มขึ้น คือ ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน ร.น. (หลวงสินธุสงครามชัย) นายควง อภัยวงศ์ นายทวี บุณยเกตุ ดร.ประจวบ บุนนาค ม.ล.อุดม สนิทวงศ์ นายบรรจง ศรีจรูญ และได้ชักชวน พ.อ.พระยาทรงสุรเดช อดีตนักเรียนเยอรมัน ซึ่งอยู่ในระหว่างการเดินทางไปดูงานในฝรั่งเศสให้เข้าร่วมด้วย

ในเวลาต่อมา พ.อ.พระยาทรงสุรเดชได้กลายเป็นตัวเชื่อมให้นายทหารหลายคนไม่พอใจในระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ ดังที่พระยาทรงฯ เคยพูดไว้ว่า

“พวกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แทบทั้งหมด มุ่งแต่ทำตัวให้โปรดปรานไว้เนื้อเชื่อใจจากพระเจ้าแผ่นดินไม่ว่าด้วยวิธีใด ตลอดทั้งวิธีที่ต้องสละเกียรติยศด้วย…” 

หรือในกรณีของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ที่มีความเห็นว่า

“ทำอย่างไรหนอ การบริหารแผ่นดินจึงไม่ถูกผูกขาดไว้ในกำมือของพวกเจ้านายและพวกเสนาผู้ใหญ่เพียงไม่กี่คน ทำกันตามอำเภอใจไม่ใคร่เอาใจใส่ความเห็นของผู้น้อย เพราะถ้าปล่อยไปให้เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ ไปแล้ว ก็อาจเป็นเหตุให้บ้านเมืองประสบความล่มจมได้หรืออย่างน้อยก็ไม่มีวันเจริญก้าวหน้าเทียมทันประเทศเพื่อนบ้านเขาได้แน่”

หลังจากที่คณะผู้ก่อการกลับสู่สยามประเทศ ต่างคนก็แยกย้ายกันทำงาน แต่ก็ยังมีการติดต่อประชุมกันอย่างลับๆ พระยาทรงสุรเดชบันทึกเรื่องนี้ไว้ว่า

“พวกที่คิดปฏิวัติมีทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าพวกพลเรือนซึ่งมีหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเป็นหัวหน้าได้เริ่มคิดการนี้ตั้งแต่ปีไหน แต่ทราบว่าทางการฝ่ายทหารมีนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา นายพันเอก พระยาทรงสุรเดช นายพันเอก พระยาฤทธิอัคเนย์ กับนายพันเอก พระประศาสตร์พิทยายุทธ ได้สนทนากันถึงเรื่องราวเช่นก่อนเวลาปฏิวัติในราวสองสามปี โดยไม่รู้ว่ามีพวกพลเรือนคิดอยู่เหมือนกัน ทางฝ่ายพลเรือนถึงแม้จะได้ทหารเป็นพวกไว้บ้างแล้ว ก็เป็นแต่เพียงพวกมียศน้อยและไม่มีตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ด้วยเหตุที่ต้องการได้ทหารตัวสำคัญๆ เข้ามาเป็นพวกด้วยนั่นเอง จึงได้ติดต่อรู้ถึงกันขึ้น”

ในเวลานั้นกลุ่มผู้ก่อนการแบ่งได้เป็น 4 ฝ่าย คือ

1. สายพลเรือน มีหลวงประดิษฐ์มนูธรรม เป็นหัวหน้า

2. สายทหารเรือ มีนาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย เป็นหัวหน้า

3. สายทหารบกชั้นยศน้อย มี พันตรี หลวงพิบูลสงคราม เป็นหัวหน้า

4. สายนายทหารชั้นยศสูง มี พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา พันเอก พระยาทรงสุรเดช พันเอก พระยาฤทธิอัคเนย์ และพันโท พระยาประศาสตร์พิทยายุทธ ซึ่งเรียกกันในเวลาต่อมาว่า “สี่ทหารเสือ” เป็นแกนนำ

คณะราษฎรแต่ละสายได้แยกย้ายกันหาสมาชิกที่จะเข้าร่วมก่อการปฏิวัติ ซึ่งในเวลานั้นคนไทยส่วนหนึ่งก็ไม่พอใจระบอบการปกครองที่เป็นอยู่  มีความคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามประเทศ  แต่ก็ไม่มีการจัดตั้งอย่างจริงจัง จนเมื่อกลุ่มผู้ก่อการเหล่านี้มาติดต่อ จึงมีคนจำนวนหนึ่งเข้าร่วมมือด้วย มีทั้งข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือน พ่อค้าและประชาชนทั่วไป ทั้งนี้สมาชิกของคณะราษฎรแต่ละสายจะไม่รู้ว่าสมาชิกผู้ก่อการสายอื่นๆ เป็นใครบ้าง เพื่อปิดลับป้องกันข่าวรั่วไหลซึ่งอาจทำให้แผนการยึดอำนาจล้มเหลว ภายหลังการปฏิวัติแล้วจึงมีการรวบรวมตัวเลขของคณะผู้ก่อการ ปรากฏว่ามีสมาชิกทั้งสิ้น 115 นาย มากกว่าครึ่งหนึ่งมีอายุน้อยกว่า 30 ปี

“พี่สงวน (ตุลารักษ์) พี่ชายผมเป็นลูกศิษย์อาจารย์ปรีดี แต่ผมไม่เคยเห็นท่านมาก่อน เขาปกปิดเก่ง สองสามเดือนก่อนเหตุการณ์ พี่ชายสั่งว่าให้ไปหาเพื่อนที่แปดริ้วมา ให้ยิงปืนได้ ผมก็พามาก่อนทำงานหนึ่งคืน แล้วพี่ชายก็มอบหน้าที่ให้ทำต่างๆ … งานนี้เป็นงานพิเศษจริงๆ เพราะต่างคนต่างแบ่งสายกันไป ทหาร พลเรือน ข้าราชการ ต่างคนต่างทำหน้าที่ ทุกคนต้องปิดความลับ จำไม่ได้หรอกว่าใครชื่ออะไร” กระจ่าง ตุลารักษ์ เล่าเหตุการณ์แต่ครั้งที่ตนมีอายุ 19 ปี ให้ฟัง

ก่อนหน้าวันที่ 24 มิถุนายนไม่กี่เดือน แกนนำคนสำคัญของคณะราษฎรใช้บ้านพระยาทรงสุรเดชที่ถนนประดิพัทธ์ และบ้านของ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี ที่ถนนเศรษฐศิริ เป็นที่ประชุมวางแผนการปฏิวัติทั้งหมดเจ็ดครั้ง ทุกครั้งที่มีการประชุมจะนำสำรับไพ่ติดตัวไปด้วย เพื่ออำพรางว่ามาลักลอบเล่นการพนัน หากตำรวจบุกเข้ารวบตัวกะทันหัน  การประชุมครั้งแรกมีมติให้พระยาพหลพลพยุหเสนา อดีตนักเรียนทหารเยอรมัน เป็นหัวหน้าคณะผู้ก่อการ มอบหมายให้พระยาทรงสุรเดชเป็นผู้วางแผนการยึดอำนาจ คณะผู้ก่อการมีมติว่าจะไม่ลงมือกระทำการในระหว่างที่มีงานมหกรรมฉลองพระมหานครครบรอบ 150 ปี และเปิดอนุสาวรีย์สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ

ในการประชุมครั้งต่อมา พระยาทรงสุรเดชวางแผนใช้ทหารยึดพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 7 ในเวลากลางคืน และขอถวายอารักขาแก่ในหลวงในฐานะองค์ประกัน แล้วบังคับให้ลงพระปรมาภิไธยพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย แต่แผนนี้ไม่มีผู้เห็นด้วย เพราะระหว่างที่บุกเข้าไปอาจเกิดปะทะกันกับทหารมหาดเล็ดจนถึงขั้นนองเลือด และผู้ก่อการได้ตกลงในหลักการปฏิวัติครั้งนี้คือ จะต้องพยายามมิให้เกิดการนองเลือดจนไม่ต้องกระเทือนต่อพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์เกินควร และตกลงว่าจะทำการปฏิวัติในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานประทับที่พระราชวังไกลกังวล

12 มิถุนายน 2475 ณ บ้านของ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี พระยาทรงสุรเดชเสนอแผนการปฏิวัติสามแผนด้วยกัน

“วิธีแรก ให้นัดประชุมบรรดานายทหารที่กรมเสนาธิการ หรือที่กรมยุทธศึกษา หรือที่ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อประกาศว่าจะเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน ผู้ใดไม่เห็นด้วยก็จะเข้าควบคุมตัวไว้ ในระหว่างนั้นคณะผู้ก่อการผ่ายทหารเรือและพลเรือนแยกย้ายกันไปคุมตัวเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มากักตัวไว้ในพระที่นั่งอนันตสมาคมหรือบนเรือรบ

“วิธีที่ 2 ให้จัดส่งหน่วยงานต่างๆ ไปควบคุมวังเจ้านายและข้าราชการคนสำคัญ ในขณะเดียวกันให้จัดหน่วยออกทำการตัดการสื่อสารติดต่อ เช่น โทรเลข โทรศัพท์ และให้จัดการรวบรวมกำลังทหารไปชุมนุม ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยวิธีออกคำสั่งลวงในตอนเช้าตรู่ แล้วประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองต่อหน้าทหารเหล่านั้น และจัดนายทหารฝ่ายก่อการเข้าควบคุมบังคับบัญชาทหารเหล่านั้นแทนผู้บังคับบัญชาคนเดิม แล้วทหารก็คงจะฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาคนใหม่ต่อไป การณ์ก็คงสำเร็จลงโดยเรียบร้อยโดยมิต้องมีการต่อสู้จนเลือดนองแผ่นดิน

“วิธีที่ 3 ให้หน่วยทหารหนึ่งจู่โจมเข้าไปในวังบางขุนพรหม และเข้าจับกุมพระองค์กรมพระนครสวรรค์วรพินิตมาประทับที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อเป็นประกันความปลอดภัยของคณะราษฎร และให้ดำเนินการอย่างอื่นๆ ตามที่กล่าวแล้วในวิธีที่ 2”

คณะผู้ก่อการล้วนเห็นชอบในวิธีการสุดท้าย และได้กำหนดเอาวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายนเป็นวันลงมือ ไม่อาจชักช้าไปกว่านี้ เพราะตำรวจสันติบาลเริ่มระแคะระคายว่าอาจมีการก่อความไม่สงบ ทว่าภายหลังคณะผู้ก่อการสืบทราบมาว่า ในวันเสาร์ถึงวันจันทร์ กรมพระนครสวรรค์ฯ มักจะไม่ประทับในวัง แต่ทรงพักผ่อนในเรือที่ล่องไปตามลำน้ำเจ้าพระยา จึงไม่สามารถเข้าจับกุมตัวได้ จำต้องเลื่อนวันออกไปอีก

กล่าวกันว่าเมื่อถึงข้อตกลงที่ต้องจับกรมพระนครสวรรค์ฯ ด้วยนั้น ผู้ก่อการคนหนึ่งถึงกับจะถอนตัว เพราะคิดว่าเป็นแผนที่ไม่มีทางสำเร็จ เนื่องจากในเวลานั้นกรมพระนครสวรรค์ฯ เป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุด คุมกำลังทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร เคยดำรงตำแหน่งเป็นทั้งเสนาธิการทหารบก เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ เสนาบดีกระทรวงกลาโหม และดำรงตำแหน่งสุดท้ายคือ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย จนมีผู้กล่าวว่า หากไม่มีการปฏิวัติ 2475 พระองค์อาจเป็นผู้สืบสันตติวงศ์ต่อจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งไม่มีองค์รัชทายาท

เวลานั้นปัญหาใหญ่ของผู้ก่อการโดยเฉพาะสายทหารซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการยึดอำนาจก็คือ นายทหารเกือบทั้งหมดที่เป็นกำลังสำคัญในการยึดอำนาจไม่มีใครมีตำแหน่งที่ควบคุมกำลังไว้ในมือเลย ยกเว้นพระยาฤทธิอัคเนย์ที่คุมกำลังทหารปืนใหญ่สองกองพันเท่านั้น ส่วนพระยาทรงสุรเดชเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาการทหารในโรงเรียนนายร้อย พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นจเรทหารปืนใหญ่ และพระประศาสตร์พิทยายุทธ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเสนาธิการ

หากไม่มีกำลังทหารอยู่ในมือ ไม่สามารถควบคุมกองกำลังทหารในกรุงเทพฯ ได้เด็ดขาดแล้ว การปฏิวัติคงได้รับการต่อต้านอย่างเข้มแข็งโดยมิต้องสงสัย

บันทึกของพระยาทรงสุรเดชเล่าถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า

“ในวันประชุมครั้งสุดท้าย หัวหน้าฝ่ายพลเรือนหลวงสินธุและหลวงพิบูลฯ ต้องการทราบอย่างแน่นอนว่า ผู้อำนวยการฝ่ายทหาร (พระยาทรงฯ) มีกำลังอยู่ในกำมือไว้แล้วเท่าใด เป็นทหารกรมไหนบ้าง ผู้อำนวยการฝ่ายทหารได้แจ้งความจริงให้ทราบว่ายังไม่มีอะไร นอกจากกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 แต่ในวันปฏิวัติซึ่งกำหนดวันที่ 24 จะต้องได้ทหารในกรุงเทพฯ ทั้งหมด เมื่อถูกซักไซ้ว่าจะมาอย่างไรและทำอย่างไร ผู้อำนวยการฝ่ายทหารไม่ยอมบอกว่าจะได้มาด้วยวิธีไร จะทำอย่างไร เพียงแต่ให้หัวหน้าฝ่ายทหารบกนำลูกน้องของตัวเองมาในวันที 24 เวลา 5.00 น. ที่ตรงการรถไฟติดถนน ห่างจากบ้านพระยาทรงฯ ประมาณ 200 เมตร

“ส่วนทหารเรือไม่ต้องมา ให้หลวงสินธุฯ นำเรือทหารทั้งหมดเท่าที่จะรวมได้ มีอาวุธกระสุนปืนพร้อม มาถึงที่หน้าลานพระบรมรูปทรงม้าในเวลา 6.00 น. ซึ่งทหารบกจะไปถึงที่นั่นตรงกำหนดนี้”

ทำอย่างไรจึงรวบรวมทหารในกรุงเทพฯ มาได้ทั้งหมด … ไม่มีใครล่วงรู้แผนการนี้นอกจากพระยาทรงฯ พระยาพหลฯ และพระประศาสน์ฯ ซึ่งต้องเก็บไว้เป็นความลับจนถึงชั่วโมงสุดท้าย

แผนการของพระยาทรงฯ คือ การลวงทหารกรมกองต่างๆ ให้ออกมารวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้าด้วยความรวดเร็ว มิทันให้ใครได้มีเวลาตั้งสติทัน และออกแถลงการณ์ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองในช่วงเวลานั้น

23 มิถุนายน พระยาทรงสุรเดชในฐานะอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหาร โรงเรียนนายร้อย ได้ไปพบ พ.ท.พระเหี้ยมใจกล้า ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อย เพื่อขอให้นำนักเรียนนายร้อยทำหน้าที่ทหารราบต่อสู้รถถัง โดยจะใช้นักเรียนนายร้อยทำหน้าที่ทหารราบและนำรถถังจากกรมทหารม้ามาใช้ในการฝึก ต่อจากนั้นได้ไปพบผู้บังคับกองพันทหารราบที่รู้จักอีกสองคน เพื่อขอร้องให้นำทหารไปฝึกหน้าลานพระบรมรูปทรงม้าเวลาหกโมงเช้าเช่นกัน เพื่อจะนำไปฝึกต่อสู้กับรถถัง

เมื่อเหล่าทหารราบพร้อมแล้วปัญหาต่อไปคือ จะเอารถถังและอาวุธยุทโธปกรณ์มาจากไหน

บรรดาฝ่ายวางแผนต่างเล็งไปที่กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นกรมทหารที่มีอาวุธทันสมัยที่สุดในเวลานั้น โดยเฉพาะรถถัง “เดนลอยส์” รถยนต์หุ้มเกราะและคลังกระสุนอาวุธปืน

ดังนั้น หัวใจสำคัญที่สุดในวันก่อการปฏิวัติ คือ ต้องยึดกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ให้ได้ในเช้าวันนั้นเสียก่อน

 

ยุทธการยึดเมือง

 

5.00 น. ของวันที่ 24 มิถุนายน คือเวลาที่บรรดาผู้ก่อการสายนายทหารบกนัดหมายกันไว้ที่บริเวณริมทางรถไฟถนนประดิพัทธ์

4.00 น.เศษ พระประศาสน์พิทยายุทธตื่นนอนขึ้นแต่งตัว ก่อนจะขับรถออกไปรับหัวหน้าผู้ก่อการได้เขียนหนังสือถึงภรรยาทิ้งไว้บนโต๊ะว่า

“ขอลาไปก่อน ฝากลูกด้วย ถ้าไม่ตายจึงค่อยพบกันใหม่”

ด้านพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าผู้ก่อการ สั่งเสียไว้กับภรรยาว่า หากทำการมิสำเร็จและต้องประสบภัยถึงแก่ชีวิตแล้ว ขอให้คุณหญิงจงเป็นพยานแก่คนทั้งหลายว่า

“การที่คิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินครั้งนี้มิได้หมายจะช่วงชิงเอาราชบัลลังก์ หรือคิดจะล้มราชบัลลังก์แต่อย่างใดเลย ความมุ่งหมายจำกัดอยู่เพียงแต่ว่า ให้องค์กษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญและให้มีสภาการปกครองแผ่นดิน เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ผู้น้อยและประชาราษฎรได้แสดงความคิดเห็นในราชการบ้านเมืองได้บ้าง”

และฝากให้เลี้ยงลูกให้เป็นคนดีด้วย

พอได้เวลานัดหมาย พระประศาสน์ฯ ขับรถมาจอดหน้าบ้านพระยาพหลฯ ที่บางซื่อ ลงจากรถตรงเข้าไปเคาะประตูบ้าน ฝ่ายคุณหญิงพหลฯ ซึ่งไม่ได้นอนมาทั้งคืนไม่กล้าเปิดประตูบ้านเพราะกลัวว่าจะเป็นพวกตำรวจสันติบาลมาจับพวกผู้ก่อการ จนกระทั่งพระประศาสน์ฯ ส่งเสียงขึ้นมา คุณหญิงพหลฯ จึงออกไปเปิดประตู พระยาพหลฯ เหน็บปืนพกเดินก้าวออกจากบ้าน พร้อมแล้วที่จะไป “พลิกแผ่นดินสยาม”

ด้านคุณหญิงทรงฯ ตื่นขึ้นเมื่อเวลาราว 4.00 น.เศษ พบพระยาทรงฯ กำลังกินข้าวผัดที่เหลือจากเย็นวาน และลุกออกจากบ้านไปเมื่อ ร.อ.หลวงทัศนัยนิยมมารอรับเพื่อที่จะไปดู “การสวนสนามที่หน้าพระลาน” ตามที่พระยาทรงฯ บอกภรรยาไว้เมื่อคืนก่อน

5.00 น. บรรดานายทหารบกประมาณ 10 คนที่นัดหมายไว้ก็มากันพร้อมหน้า แผนการที่พระยาทรงฯ เก็บไว้เป็นความลับมาตลอดก็เผยออกมาว่าจะเอาทหารในกรุงเทพฯ เป็นกำลังในการทำปฏิวัติได้อย่างไร

ทั้งหมดมุ่งหน้าไปที่กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ สี่แยกเกียกกาย มีเป้าหมายเพื่อยึดรถเกราะ ยึดรถรบ ยึดคลังกระสุน และหลอกพาทหารเดินมาขึ้นรถบรรทุกของกรมทหารปืนใหญ่ ภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาฤทธิฯ ที่อยู่ใกล้กัน ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปลานพระบรมรูปทรงม้า

เมื่อไปถึงกรมทหารม้า ด่านแรกที่จะต้องฝ่าไปให้ได้ คือกองรักษาการณ์ที่ด้านหน้า สามทหารเสือ คือ พระยาทรงฯ พระยาพหลฯ และพระประศาสน์ฯ เข้าไปในกองรักษาการณ์ ถามหาตัวผู้บังคับการกองรักษาการณ์ และผู้ก่อการก็พูดเสียงดุว่า

“เวลานี้เกิดกบฏกลางเมืองขึ้นแล้ว มัวแต่หลับนอนอยู่ได้ เอารถเกราะรถรบ เอาทหารออกไปช่วยเดี๋ยวนี้”

ฝ่ายผู้บังคับการที่เป็นนายทหารชั้นผู้น้อย เมื่อเผชิญหน้ากับทหารชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเคยเป็นอาจารย์มาก่อน ก็หลงเชื่ออย่างสนิทใจ ชั่วอึดใจเดียวเสียงเป่าแตรแจ้งสัญญาณเหตุสำคัญก็ปลุกทหารทั้งกรมตื่นขึ้นมาด้วยความโกลาหล

ช่วงเวลาแห่งความระทึกนี้ นายทหารผู้ก่อการต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ก็แยกย้ายกันไป

พันเอก พระยาพหลฯ ใช้กรรไกรตัดเหล็กที่เตรียมมาตัดโซ่กุญแจคลังกระสุนได้สำเร็จ ช่วยกันลำเลียงกระสุนออกมาอย่างรวดเร็ว

พันโท พระประศาสน์ฯ ตรงไปยังโรงเก็บรถพร้อม ร.อ.หลวงทัศนัยฯ เร่งระดมให้ทหารสตาร์ตรถถังและรถเกราะออกมาโดยเร็ว

พันตรี หลวงพิบูลสงคราม ไปคุมเชิงที่บ้านของผู้บังคับกรมทหารม้าคอยขัดขวางไม่ให้ออกมาสั่งการทหารได้ ถ้าขัดขืนก็จับตัวไปคุมไว้ในรถ

ร.อ.หลวงรณสิทธิชัยและพรรคพวกพากันขึ้นไปยังโรงทหาร เร่งให้ทหารแต่งเครื่องแบบโดยเร็วด้วยคำสั่งที่ว่า “ทหารไม่ต้องล้างหน้า แต่งเครื่องแบบทันที”

ไม่กี่นาทีต่อมา ทหารม้าก็พร้อมแล้วที่จะตบเท้าออกเดินทางไปขึ้นรถบรรทุกทหารภายในกรมทหารปืนใหญ่ที่ได้นัดแนะเอาไว้แล้ว พระยาฤทธิฯ สั่งให้ทหารปืนใหญ่ขึ้นรถ พระประศาสน์ฯ นำขบวนรถถัง รถเกราะ รถขนกระสุนและปืนกลเบาราว 15 คัน ออกมาจากที่ตั้งกรม นำขบวนรถทั้งหมดมุ่งหน้าตรงไปยังลานพระบรมรูปทรงม้าสมทบกับทหารหน่วยอื่นๆ ที่นัดหมายกันไว้

เมื่อขบวนรถบรรทุกทหารแล่นผ่านกองพันทหารช่าง ซึ่งเหล่าทหารกำลังฝึกอยู่บนสนามหน้ากองพัน พระยาทรงฯ ก็กวักมือพลางตะโกนเรียกให้ขึ้นรถ ผู้บังคับทหารช่างเข้าใจว่าได้เวลาที่จะไปฝึกการต่อสู้รถถังตามที่ตกลงกันเมื่อเย็นวาน จึงสั่งทหารช่างขึ้นรถบรรทุกไปด้วย

ปฏิบัติการยึดกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์สำเร็จลงอย่างรวดเร็วตามความคาดหมายภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง มีคำถามมากมายว่า เพราะเหตุใดกองรักษาการณ์กรมทหารม้าจึงไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมยามคลังกระสุนจึงปล่อยให้พระยาพหลฯ งัดประตูเอากระสุนออกไปได้ ทำไมนายทหารในกรมนี้จึงปล่อยให้นายทหารที่อื่นนำทหารของตัวออกไปได้โดยไม่แสดงปฏิกิริยาอันใดเลย

พระยาทรงสุรเดชอธิบายไว้อย่างน่าคิดว่า

“เป็นเพราะนายทหาร นายสิบ พลทหารเหล่านั้นเห็นด้วยในการปฏิวัติหรือ … เปล่าเลย ทั้งนายทหาร นายสิบ พลทหาร ไม่มีใครรู้เรื่องอะไรเลย ตั้งแต่เกิดมาไม่มีใครเคยได้เห็นได้รู้ การปฏิวัติทำอย่างไร เพื่ออะไร มีแต่ความงงงวยเต็มไปด้วยความไม่รู้ และข้อนี้เองเป็นเหตุสำคัญแห่งความสำเร็จ! สำหรับพลทหารทั้งหมดไม่ต้องสงสัยเลย เขาทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาของเขาโดยไม่มีข้อโต้แย้ง เขาถูกฝึกมาเช่นนั้น และหากนายทหารอื่นมาสั่งให้ทำโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เขาก็ทำเช่นเดียวกัน ทำไมเขาจะไม่ทำ เพราะในชีวิตเป็นทหารของเขา เขายังไม่เคยถูกเช่นนั้น เพราะฉะนั้นเขาจะรู้ไม่ได้เลยว่าเป็นการลวง ในเมื่อเขาโดนเป็นครั้งแรก … นายทหารทั้งหมดส่วนมากได้เรียนในโรงเรียนนายร้อยในสมัยที่ผู้อำนวยการฝ่ายทหารเป็นอาจารย์ใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงมีความเคารพและเกรงในฐานผู้ใหญ่”

ด้านฝ่ายทหารเรือ หลวงสินธุสงครามนำทหารเรือ 400 คนที่ถูกลวงว่าให้มาปราบกบฏ มารอที่ลานพระบรมรูปทรงม้าตั้งแต่เวลา 6.00 น. และตั้งหน้าตั้งตารอด้วยความกระวนกระวายใจว่ากำลังทหารบกจะมาตามนัดหรือไม่ เพราะหากอีกฝ่ายเกิดหักหลัง คุกตารางและหลักประหารรออยู่เบื้องหน้าแน่

ห้านาทีแห่งความระทึกใจค่อยผ่านไป 6.05 น. ขบวนรถเกราะและรถบรรทุกทหารก็แล่นเข้ามา นักเรียนนายร้อยที่นำโดยผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยก็มาถึงตรงตลอดเวลานัดหมาย เช่นเดียวกับทหารจากกองพันทหารราบที่นัดหมายกันไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ทหารเรือขยายแนวปิดถนนราชดำเนินที่พุ่งตรงเข้ามาที่ลานพระบรมรูปฯ กระสอบทรายถูกลำเลียงมาเป็นบังเกอร์ล้อมรอบพระที่นั่งอนันตสมาคม ส่วนรถเกราะรถถังทั้งหมดจอดเรียงรายปิดล้อมรอบพระบรมรูปทรงม้า ปิดเส้นทางที่มาจากถนนศรีอยุธยาทั้งด้านวัดเบญจมบพิตรและทางด้านวังปารุสกวัน พร้อมประจันหน้ากับฝ่ายตรงข้าม

คาดว่าในเวลานั้นมีทหารบก ทหารเรือ ถูกลวงมาที่ลานพระบรมรูปทรงม้า รวมกับผู้ก่อการฝ่ายพลเรือน ประมาณ 2,000 คน ได้รับคำสั่งให้เข้ามาอยู่ภายในรั้วเหล็กของพระที่นั่งอนันตสมาคม และให้ทหารทั้งหมดเข้าแถวคละกันไปหมดทุกเหล่า เพื่อป้องกันไม่ให้นายทหารคนใดสามารถสั่งการลูกน้องตัวเองได้โดยสะดวก

นาทีแห่งประวัติศาสตร์มาถึง เมื่อพระยาพหลฯ “นายพันเอกร่างอ้วน อุ้ยอ้าย ดำจ้ำม่ำในเครื่องแบบทหารปืนใหญ่รักษาพระองค์ สวมท็อปบู๊ตและเหน็บโคลท์รีวอลเวอร์ที่บั้นเอว ก็ก้าวออกมาจากร่มเงาของต้นอโศก” ได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามประเทศต่อหน้าเหล่าทหารทั้งหมดใจความว่า

“การปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ การปกครองแบบพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจด้วยพระองค์เอง ใครจะออกเสียงหรือความเห็นคัดค้านอย่างใดมิได้ทั้งสิ้น การปกครองนี้ได้ปล่อยให้อาณาประชาราษฎร์เผชิญโชคชะตาทางเศรษฐกิจและการภาษีต่างๆ ไปตามลำพัง ไม่ได้คิดหาทางแก้ไขบูรณะบ้านเมืองให้ดีขึ้น จะปล่อยให้บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวายและเป็นไปตามยถากรรมนั้นเป็นการไม่พึงบังควรยิ่ง เราจึงต้องทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้พระมหากษัตริย์ทรงสถิตอยู่ใต้กฎหมาย”

หลังกล่าวจบมีการประกาศตั้งคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร อันประกอบด้วยพระยาพหลฯ พระยาทรงฯ และพระยาฤทธิฯ และได้ขอความร่วมมือจากทหารทั้งหมดในการทำปฏิวัติครั้งนี้ ทหารเหล่านั้นไม่มีทีท่าว่าจะขัดขืนแต่อย่างใด พระยาทรงสุรเดชเขียนบันทึกไว้ว่า

“นายทหารจับกุมซุบซิบห่างจากแถวทหาร เขายังไม่รู้ว่าเกิดอะไร เขาไม่รู้และไม่มีความคิดที่จะทำอะไรกัน เขาดูความเป็นไปด้วยความสงบและไม่เอาใจใส่ ส่วนมากไม่ถูกเรียกใช้จากผู้อำนวยการฝ่ายทหาร เพราะพวกนี้ไม่แสดงความพึงประสงค์ที่จะได้ถูกใช้ เขายับยั้งอยู่แต่ห่างๆ นั่งเป็นกลุ่มๆ ผู้อำนวยการก็ไม่รู้จักเป็นส่วนมาก เพราะจำนวนทหารที่ออกไปจากโรงเรียนหลายรุ่นจำนวนมากด้วยกัน ไม่สามารถจะจำได้”

ในขณะที่ผู้ก่อการสายพลเรือน อย่างกระจ่าง ตุลารักษ์ สะท้อนความรู้สึกวันนั้นให้ฟังว่า

“พวกที่ทำการเปลี่ยนแปลงมีทหารบก ทหารเรือ ข้าราชการ และ พลเรือน เขาไม่ได้ไว้ใจพวกตำรวจ วันนั้นผมแต่งตัวธรรมดาเป็นชาวบ้าน เรามันคนไทยเชื้อสายจีนแปดริ้ว ผมนุ่งกางเกง สวมเสื้อกุยเฮง ตอนนั้นผมไม่ได้ระแคะระคายเลยว่าจะเป็นการปฏิวัติ ไม่ค่อยรู้หรอก รู้แต่ว่ามาทำงานแล้วต้องทำให้สำเร็จ ทำตามคำสั่งเขาอย่างเดียว ไม่นึกถึงอย่างอื่น เขาให้ตายก็ต้องไปตาย”

การปฏิวัติสยามได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ ในอรุณรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 หลังจากพระพิรุณโปรยกระหน่ำลงมาไม่นาน

 

จับตัวประกัน

 

งานสำคัญที่รออยู่ข้างหน้า คือ การไปยึดสถานที่สำคัญ และเชิญเจ้านายชั้นผู้ใหญ่มาเป็นตัวประกัน โดยเฉพาะสมเด็จกรมพระนครสวรรค์พินิต ซึ่งที่จริงพระองค์ก็ทรงรู้ระแคะระคายมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะมีผู้ก่อการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาล ในจำนวนนี้มีรายชื่อพระยาทรงสุรเดชด้วย แต่กรมพระนครสวรรค์ฯ ไม่ทรงเชื่อ เพราะพระองค์คุ้นเคยกับพระยาทรงสุรเดชเป็นอย่างดีถึงขนาดเคยขอให้เป็นนายทหารประจำพระองค์ แม้กระทั่งเมื่ออธิบดีกรมตำรวจทำหมายจับผู้ก่อการห้าคน คือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม พ.ต.หลวงพิบูลสงคราม น.ต.หลวงสินธุสงครามชัย ร.น. นายประยูร ภมรมนตรี ดร.ตั้ว ลพานุกรม ให้พระองค์ลงนาม แต่กรมพระนครสวรรค์ฯ ก็ทรงปฏิเสธ เพราะคุ้นเคยกับนายประยูรหรือ “ตายูรลูกตาแย้ม” และ ดร.ตั้วตั้งแต่เด็ก เห็นว่าบุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นเด็กๆ ไม่ได้มีความหมายอะไร

บุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ไปจับกรมพระนครสวรรค์ฯ คือ พระประศาสน์ฯ ซึ่งนำนักเรียนนายร้อยประมาณ 50 นายพร้อมอาวุธปืน เคลื่อนขบวนออกจากลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีรถเกราะ รถปืนใหญ่ นำขบวนไปยังวังบางขุนพรหม มีบริวารนับร้อยพร้อมปืนกลเบาคอยป้องกันอยู่

พระประศาสน์ฯ ใช้ไหวพริบเข้าไปจับตัวหัวหน้าสถานีตำรวจบางขุนพรหม ยศร้อยตำรวจโท ให้นั่งรถเกราะเข้าไปด้วยกัน เมื่อถึงประตูหน้า ตำรวจวังที่รักษาการณ์อยู่ก็ยอมเปิดประตูให้โดยดี

เมื่อขบวนนักปฏิวัติเข้าประตูวังได้แล้ว ก็เคลื่อนพลไปยังตำหนักหลังใหญ่ ทันใดนั้นพระยาอาษาพลนิกร ซึ่งยืนอยู่ที่ลานหญ้าตำหนัก เมื่อเห็นรถเกราะแล่นเข้าก็ยิงปืนใส่ พลปืนประจำรถเกราะจึงลั่นกระสุนขู่ออกไป พระยาอาษาฯ วิ่งหนีเข้าไปหลังตำหนัก

พระประศาสน์ฯ สั่งให้ทหารขยายแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งไปตามสนามหน้าตำหนัก เตรียมรับการต่อสู้ และสั่งให้นายร้อยตำรวจผู้นั้นขึ้นไปเจรจาให้กรมพระนครสวรรค์ฯ เสด็จมาพบ

สิบนาทีผ่านไปมีแต่ความเงียบ พระประศาสน์ฯ จึงสั่งทหารให้ติดดาบปลายปืน เดินเข้าไปด้านหลังตำหนัก และเดินเรื่อยเข้าไปจนถึงเรือนริมแม่น้ำเจ้าพระยา จึงพบกรมพระนครสวรรค์ฯ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ พระยาอธิกรณ์ประกาศ อธิบดีกรมตำรวจ พร้อมบริวารประมาณ 100 คน ถืออาวุธเตรียมสู้ ขณะที่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ทหารเรือฝ่ายปฏิบัติได้ลอยเรือรบคอยสกัดกั้นการหนีของบุคคลผู้ทรงอำนาจที่สุดในพระนครไว้แล้ว ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายที่ต่างฝ่ายต่างคุมเชิงกันอยู่นั้น พระประศาสน์ฯ ประกาศก้องห้ามเด็ดขาดไม่ให้ใครลงมือปฏิบัติการโดยไม่ได้รับคำสั่ง แล้วเดินเข้าไปหากรมพระนครสวรรค์ฯ แต่ผู้เดียว

“ตาวัน (ชื่อเล่นพระประศาสน์ฯ) แกก็เป็นกบฏกับเขาด้วยรึ” กรมพระนครสวรรค์ฯ ตรัสด้วยความขมขื่น

พระประศาสน์ฯ มิได้ทูลตอบคำถามนั้น แต่ทูลเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย และทูลให้ทราบว่า ที่มานี้เพื่อจะเชิญเสด็จพระองค์ไปประทับที่พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นการชั่วคราว เป็นประกันมิให้เกิดอันตรายใดๆ แก่คณะราษฎร ส่วนอันตรายอันจะเกิดแก่พระองค์ท่านนั้น พระประศาสน์ฯ ขอรับประกันเอง

แต่กรมพระนครสวรรค์ฯ ทรงตอบปฏิเสธ พระประศาสน์ฯ จึงทูลเชิญออกมาเจรจากันหน้าพระตำหนัก ในที่สุดพระองค์ก็ทรงยินยอมและตรัสว่า

“ฉันอยากให้พวกแกลองปกครองบ้านเมืองดูบ้าง เพราะได้เล่าเรียนกันมามากแล้ว”

ก่อนหน้าการปฏิวัติไม่กี่เดือน กรมพระนครสวรรค์ฯ เคยรับสั่งกับผู้ใกล้ชิดว่า “บ้านเมืองนั้นจะปกครองในรูปใดๆ ก็ได้ แต่พร้อมหรือยังที่จะปกครอง ความชำนาญนั้นกว่าจะเกิดขึ้นต้องใช้เวลานาน ฉันกว่าจะรู้อะไรๆ ครบถ้วนในการปกครองก็มีอายุกว่า 50 ปีแล้ว”

ในระหว่างการเจรจา พระยาอธิกรณ์ฯ ได้ชักปืนโคลท์ 9 มม. ออกมาจะยิงพระประศาสน์ฯ แต่ ร.อ.หลวงนิเทศกลกิจเหลือบเห็นก่อน จึงกระโดดเตะมือพระยาอธิกรณ์ฯ จนปืนกระเด็นตกลงที่พื้นสนาม ทหารคนอื่นจึงกรูกันแย่งปืน

พระประศาสน์ฯ มีสีหน้าเคร่งเครียดมากขึ้น สั่งให้ทหารเตรียมปลดอาวุธฝ่ายตรงข้าม กรมพระนครสวรรค์ฯ จึงปลงใจทรงยอมไปด้วย แต่ขอเวลาเปลี่ยนเครื่องแต่งกายก่อน เพราะตอนนั้นอยู่ในฉลองพระองค์กางเกงแพรจีน เสื้อกุยเฮง แต่พระประศาสน์ฯ ปฏิเสธ เนื่องจากเสียเวลามามากแล้ว และไม่แน่ใจว่าเมื่อเสด็จกลับตำหนักแล้วอาจจะเปลี่ยนพระทัย ในวังเองก็มีปืนกลตั้งเรียงรายอยู่ อาจเกิดการนองเลือดขึ้นได้ ท้ายที่สุด พระองค์ขอให้จัดรถที่เหมาะสมกว่ารถบรรทุกทหารมาให้ประทับ แต่พระประศาสน์ฯ ก็ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด และทูลเชิญขึ้นรถบรรทุกทันที

ขบวนรถมุ่งหน้าต่อไปทางวัดพระเชตุพน ภารกิจข้างหน้าคือการจับกุมตัวประกันที่สำคัญอีกคนหนึ่ง คือ พระยาสีหราชเดโชชัย เสนาธิการทหารบก ซึ่งได้ฉายาว่าเป็นทหารเสือผู้หนึ่ง เพราะมีจิตใจห้าวหาญเด็ดขาด พกปืนติดตัวตลอดเวลา

กระจ่าง ตุลารักษ์ เป็นผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ในรถเกราะ “ไอ้แอ้ด” กับพวกบุกเข้าไปในบ้านของพระยาสีหราชเดโชชัย กระจ่างเล่าเหตุการณ์ในขณะนั้นให้ฟังว่า

“ผมรับหน้าที่ไปกับทหาร คนที่นั่งอยู่ในรถด้วยกันก็จำไม่ได้หรอกว่าชื่ออะไร ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองไป พอไปถึงก็ผลักประตูเข้าไป คนในบ้านก็แตกตื่นนะครับ เราไปกันห้าหกคน ถืออาวุธกันทั้งนั้น ทั้งทหารทั้งพลเรือนเต็มบ้านไปหมด ทหารที่ไปด้วยพูดว่า ขอเชิญท่านไปที่กองบัญชาการ ตอนนั้นท่านกำลังอาบน้ำอยู่ พวกเราก็ไปรอท่านที่หน้าห้องน้ำเลย พอออกมาท่านบอกขอแต่งตัวก่อน พอท่านแต่งตัวเสร็จ ก็นำท่านขึ้นรถ พวกเราก็นั่งคุมท่านกลับมา …”

กระจ่างเพิ่งมาทราบตอนหลังว่า คนที่ไปจับตัวมานั้นเป็นถึงเสนาธิการทหารบก

“เขาไม่ได้บอกเรานะว่าเป็นใคร …ไม่งั้นเราอาจเป็นลมตายเสียก่อนก็ได้”

ระหว่างทางกลับ ขบวนรถที่นำตัวประกันมุ่งหน้าไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคมขับผ่านท้องสนามหลวง เห็นหลวงวีระโยธา ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ นำทหารมาฝึกอยู่ พระประศาสน์ฯ จึงบอกหลวงวีระฯ ว่ามีการจลาจลเกิดขึ้น ให้รีบนำทหารตามไปที่พระที่นั่งอนันตสมาคมโดยด่วน ทำให้ฝ่ายปฏิวัติได้ทหารเพิ่มขึ้นอีก

เมื่อไปถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม ทหารจากกรมทหารช่างและกรมทหารสื่อสารทยอยกันมาชุมนุมมากขึ้นเรื่อยๆ จนคณะผู้ก่อการมีกำลังทหารส่วนใหญ่ทุกกรมกองในกรุงเทพฯ อยู่ในมือ ยกเว้นทหารมหาดเล็กและทหารรักษาวังซึ่งถูกปลดอาวุธไปแล้ว

ศักดิ์ ไทยวัฒน์ ซึ่งเคยเป็นทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ที่กองร้อยวังจันทร์เกษม (กระทรวงศึกษาธิการปัจจุบัน) เขียนบันทึกเล่าเหตุการณ์ไว้ว่า

“… พอเวลา 5.00 น. ก็ต้องลุกขึ้นแต่งตัวลงฝึกทหาร แต่ไม่ทันได้ฝึกก็มีรถบรรทุกทหารเข้ามาที่กองพันประมาณสี่คันพร้อมด้วยทหารเต็มรถอาวุธครบมือ ภายหลังทราบว่าเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบก พวกเขามาถึงตัวเราที่กลางสนามของกองพัน และสั่งให้พวกเราหยุดฝึกและให้เก็บปืนฝึกไปไว้ทางหนึ่ง เขาประกาศว่าเวลานี้มีการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน เขาเรียกว่าปฏิวัติ เราไม่รู้ว่าปฏิวัติคืออะไร คณะนายทหารที่มานั้น ส่วนหนึ่งไปที่กองบังคับการกองพัน ยึดกุญแจคลังและยึดอาวุธ ภายหลังจึงทราบว่าการที่เขามายึดกองพันเรา ก็เพราะกองพันเราเป็นทหารรักษาพระองค์ ซึ่งหลายกองพันที่อยู่ที่ถนนราชดำเนินก็ถูกยึดเช่นกัน เพราะเป็นทหารมหาดเล็กทั้งหมด

“การยึดอำนาจการปกครองวันนั้นใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง พอเที่ยงวัน กองพันของเราก็ถูกสั่งให้ไปอยู่ในพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยตั้งกระโจมสนามอยู่ที่สนามหญ้าติดพระที่นั่ง เราต้องอยู่เช่นนั้นสามวัน พวกเราส่วนมากเป็นทหารบ้านนอก ก็เดินชมพระที่นั่งอนันตสมาคมด้วยความตื่นเต้น เพราะเกิดมาไม่คิดว่าจะได้เข้าชม”

บริเวณพระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งเป็นกองบัญชาการใหญ่ ได้จัดวางยามรักษาการณ์อย่างแน่นหนา มีทหารบกทหารเรือติดดาบปลายปืนบนถนนทุกสายที่มุ่งสู่กองบัญชาการ บนตัวตึกมีทหารพร้อมปืนกลมือยืนประจำช่องหน้าต่างโดยรอบ

พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ออกมารอรับสมเด็จกรมพระนครสวรรค์วรพินิต

“ตาพจน์ก็เอากับเขาเหมือนกันหรือนี่” แล้วรับสั่งต่อว่า

“เด็กเมื่อวานซืนนี้เอง นี่แกรู้จักคนไทยดีแล้วหรือ แกจะต้องเจอปัญหาเรื่องคน … อ้ายคณะของแกจะเข็นครกขึ้นเขาไหวหรือ”

ส่วนพระยาสีหราชเดโชชัย เมื่อเห็นพระยาพหลฯ ก็ปรี่เข้าไปหมายจะชกหน้าพระยาพหลฯ แต่ถูกกันตัวไว้ได้

ทางด้านตำหนักของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ อภิรัฐมนตรีอีกพระองค์หนึ่งนั้น มีตำรวจสันติบาลส่งคนมาทูลว่า พวกทหารกำลังออกไปเที่ยวเชิญเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ตามบ้าน ขอให้ทรงระวังพระองค์ พระองค์ตรัสว่า

“ฉันเกิดมาเป็นลูกกษัตริย์ ไม่หนี ฉันไม่ได้ทำผิดคิดร้ายอะไร จะเป็นไรก็เป็นไป”

ครั้นผู้ก่อการฝ่ายทหารนำทหารเข้ามาในตำหนักของพระองค์เพื่อทูลเชิญไปเป็นตัวประกัน พระองค์ตรัสว่า

“ฉันก็เป็นทหารและรู้จักเกียรติของทหารดี แม้เพียงคุณบอกว่าให้ไปที่นั่นเวลานั้น โดยไม่พักต้องควบคุม ฉันก็จะไปให้ถึงที่นั่นตามสัญญา”

เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพและสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สองอภิรัฐมนตรีถูกนำมาที่พระที่นั่งอนันตสมาคมในฉลองพระองค์ชุดผ้าม่วงและเสื้อราชปะแตนได้เผชิญหน้ากับแกนนำของผู้ก่อการ กรมพระยาดำรงฯ รับสั่งว่า

“ฉันนะไม่มีอะไรหรอก แก่เฒ่าแล้วไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรกับเขา จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ”

ส่วนอภิรัฐมนตรีอีกพระองค์หนึ่ง คือกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน บิดาแห่งการรถไฟ ที่อยู่ในรายชื่อที่ต้องเชิญมาเป็นตัวประกันในพระที่นั่งอนันตสมาคม ปรากฏว่าทรงหลบหนีไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหินได้ ความข้อนี้ ทศ พันธุมเสน บุตรชายของพระยาทรงสุรเดช สันนิษฐานว่า

“เป็นเพราะกรมพระกำแพงฯ เรียนสำเร็จเป็นทหารช่างคนแรกของประเทศ เป็นบิดาของเหล่าทหารช่างและเป็นครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณของคุณพ่อที่เป็นทหารช่างด้วย ท่านจึงปล่อยตัวไป”

เช้าวันนั้นคณะราษฎรได้เชิญพระบรมวงศานุวงศ์ นายทหารและตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายสิบคนมาคุมตัวไว้ที่พระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อเป็นตัวประกัน คณะราษฎรออกแถลงการณ์ด้วยว่า หากผู้ใดขัดขวางหรือต่อต้านคณะราษฎร ตัวประกันเหล่านี้จะต้องถูกทำร้าย

 

บทบาทฝ่ายพลเรือน

 

การก่อการปฏิวัติในครั้งนี้แม้จะไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ก็มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เมื่อฝ่ายผู้ก่อการนำโดยนายสงวน ตุลารักษ์ และ ร.ท.ขุนศรีศรากรกับพวกบุกเข้าไปจับตัวผู้บัญชาการกองพลที่ 1 พลตรี พระยาเสนาสงคราม เกิดการปะทะกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส แทนที่จะได้คุมตัวแม่ทัพผู้นี้ไปที่พระที่นั่งอนันตสมาคม กลับต้องพาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลกลาง

ทางด้านผู้ก่อการฝ่ายพลเรือนได้แยกย้ายกันไปยึดสถานที่สำคัญต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย หลายคนนำอาวุธปืนติดตัวไปจากบ้านด้วย โชคดีที่ผู้ก่อการสองพี่น้องคือ นายประเสริฐและนายบรรจง ศรีจรูญ เป็นเจ้าของร้านปืน จึงเป็นกำลังสำคัญในการจัดหาอาวุธปืนให้แก่ฝ่ายพลเรือน

สถานีโทรศัพท์กลางและกรมไปรษณีย์ที่วัดเลียบถูกยึดตั้งแต่เวลา 4.00 น. สายโทรเลข สายโทรศัพท์ ถูกตัดเพื่อตัดการสื่อสารของฝ่ายรัฐบาล โดยฝีมือของนายประยูร ภมรมนตรี นายควง อภัยวงศ์ ซึ่งเป็นข้าราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข ดร. ประจวบ บุนนาค ม.ล. อุดม สนิทวงศ์ นายวิลาศ โอสถานนท์ และสองพี่น้องร้านปืน

มีเกร็ดขอเล่าเสริมตรงนี้ว่า นายวิลาศ โอสถานนท์ ถูกมอบหมายให้ทำลายเสาโทรเลขร่วมกับนายควง อภัยวงศ์ ต่อมานายควงเป็นผู้หนึ่งที่ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ และลงสมัครผู้แทนราษฎรในเขตอำเภอยานนาวาแข่งกับนายวิลาศซึ่งอยู่คนละพรรค เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2469 เกิดคำโฆษณาหาเสียงเป็นที่ฮือฮากันในสมัยนั้นว่า “เหล็กวิลาศหรือจะสู้ตะปูควง”

ในเวลานั้น สถานที่สำคัญของทางราชการต่างๆ ในกรุงเทพฯ ถูกคณะราษฎรเข้ายึดและควบคุมไว้เกือบหมดไม่ว่าจะเป็นพระบรมมหาราชวัง วังสวนสุนันทา กรมช่างแสง กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ สถานีรถไฟหัวลำโพง กรมรถไฟหลวง กรมอากาศยาน ฯลฯ

ภายในระยะเวลาประมาณสามชั่วโมงตั้งแต่ตอนนัดรวมพลเมื่ออรุณรุ่งหกโมงเช้า คณะราษฎรยึดอำนาจในกรุงเทพฯ ไว้ได้จนหมดสิ้นโดยปราศจากการต่อต้านจากฝ่ายรัฐบาล หลังจากที่ใช้เวลาในการเตรียมก่อการครั้งนี้ นานถึง 7 ปี 4 เดือน ด้วยจิตใจอันแน่วแน่ ความสำเร็จนี้มาจากแผนการที่กระทำต่อเนื่องอย่างรวดเร็วฉับพลันตั้งแต่การลวงทหาร การจับตัวประกัน และการตัดการสื่อสาร

ทางด้านนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งรับหน้าที่เขียนแถลงการณ์ ได้ลอยเรืออยู่ในคลองบางลำภูข้างวัดบวรนิเวศฯ แจกจ่ายแถลงการณ์ “ประกาศคณะราษฎร” ซึ่งพิมพ์ที่โรงพิมพ์ของตัวเอง ชื่อนิติสาสน์ หากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ หรือฝ่ายผู้ก่อการทำการไม่สำเร็จ ก็จะทิ้งใบปลิวลงแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อทำลายหลักฐาน แถลงการณ์นั้นมีใจความสำคัญบางตอนว่า

“…คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้นจึงได้ขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรได้โดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ…”

ต่อมาได้มีการแจกใบปลิวอีกฉบับ เป็นแถลงการณ์ของกรมพระนครสวรรค์ฯ มีใจความว่า

“ด้วยตามที่คณะราษฎรได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ได้ โดยมีความประสงค์ข้อใหญ่ที่จะให้ประเทศสยามได้มีธรรมนูญการปกครองแผ่นดินนั้น

“ข้าพเจ้าขอให้ทหาร ข้าราชการ และราษฎรทั้งหลายจงช่วยกันรักษาความสงบ อย่าให้เสียเลือดเนื้อของคนไทยกันเองโดยไม่จำเป็นเลย

“(ลงพระนาม) บริพัตร วันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475”

เมื่อแถลงการณ์ฉบับนี้ออกเผยแพร่ ก็เท่ากับเป็นการยอมรับว่าคณะราษฎรสามารถยึดอำนาจการปกครองได้อย่างเด็ดขาด ต่อมามีประกาศให้ข้าราชการในกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ทำงานต่อไปตามปรกติ

ตลอดวันที่ 24 มิถุนายน หลังจากประชาชนได้ทราบข่าวการปฏิวัติของสามัญชนครั้งแรกในแผ่นดินสยาม ผู้คนได้หลั่งไหลกันมาที่บริเวณถนนราชดำเนิน ลานพระบรมรูปทรงม้า จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันด้วยความตื่นเต้นขณะที่ทหารและพลเรือนบ้างขึ้นรถบรรทุก บ้างลงเรือไปตามลำน้ำ กระจายไปทั่วกรุงเทพฯ และธนบุรี อ่านประกาศแถลงการณ์คณะราษฎรให้ประชาชนฟังตลอดทั้งวัน

ที่สี่กั๊กพระยาศรี คนของคณะราษฎรคอยอ่านประกาศอยู่ที่นั่น มีประชาชนสนใจมาฟังอย่างเนืองแน่น

16.00 น. คณะราษฎรจัดให้มีการประชุมระหว่างคณะราษฎร เสนาบดี และปลัดทูลฉลอง ขึ้น ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อชี้แจงจุดประสงค์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลักการระบอบใหม่ กฎหมายพระธรรมนูญ การปกครองแผ่นดินโดยย่อ และขอความร่วมมือในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป ที่สำคัญคือให้กระทรวงการต่างประเทศแจ้งต่อสถานทูตต่างๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากต่างประเทศ โดยมีนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำฝ่ายพลเรือนเป็นผู้มีบทบาทสูงสุด เนื่องจากคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารไม่สันทัดในเรื่องนี้

17.45 น. พอธงไตรรงค์สามสีถูกชักขึ้นไปแทนธงบนยอดโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม เสมือนสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของคณะราษฎร เสียงไชโยโห่ร้องจากทหารและประชาชนนับหมื่นคนที่ไปชุมนุมกันอยู่ ก็ดังกึกก้องขึ้นทั่วบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า

คืนนั้นสถานีวิทยุกระจายเสียงประกาศการยึดอำนาจการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้คนไทยและชาวโลกรับทราบอย่างเป็นทางการว่า “บัดนี้ประเทศสยามได้เกิดการปฏิวัติแล้ว ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ใช้กันมาหลายร้อยปีได้อวสารลงแล้ว สยามตื่นตัวและกำลังจะก้าวไปข้างหน้าแล้ว”

ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล ทรงบันทึกเหตุการณ์หลังจากที่ได้ฟังวิทยุในคืนนั้นไว้ว่า “… แล้วก็อ่านรายชื่อผู้ก่อการ พออ่านจบทุกคนก็ลืมตาโพลง พระราชธรรมฯ เอามือกุมหัวร้องออกมาว่า ‘ฉิบหายแล้ว’ เพราะไม่มีใครที่จะทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อได้ว่าจะทำได้สำเร็จ … มิสเตอร์จอส์น กงสุลอังกฤษถามว่า ‘ท่านรู้ไหมว่าหลวงประดิษฐ์คือใคร’ ข้าพเจ้าบอกว่า ‘ไม่รู้เลยทีเดียว’ มิสเตอร์จอส์นตอบได้ทันทีว่า ‘พ่อเป็นเจ็ก เกิดที่กรุงเก่า’”

วิทยุคืนนั้นปิดการกระจายเสียงด้วยเพลง “มหาชัย” แทนที่จะเป็นเพลง “สรรเสริญพระบารมี” อย่างที่เคยทำกันมาเป็นปรกติ เป็นเรื่องบังเอิญที่เพลง “มหาชัย” นั้น ผู้แต่งทำนองคือกรมพระนครสวรรค์วรพินิต

ก่อนเที่ยงคืนของวันที่ 24 มิถุนายน เสียงปืนกลดังระรัวขึ้นกลางดีกปลุกให้คนในละแวกนั้นตื่นกลัวว่า การนองเลือดกำลังเกิดขึ้นแล้วหรือ ม.จ. พูนพิศมัย ดิศกุล ทรงบันทึกไว้ว่า

“เสียงปืนกลดังเปรี๊ยะๆ ลั่นจนข้าพเจ้าลืมตา พอดีน้องสาวสองคนเปิดมุ้งเข้ามาอยู่รวมกันทันที เราลุกขึ้นนั่งหัวชนกันดูนาฬิกาว่า 5 ทุ่มเศษ เสียงปืนก็ยังไม่หยุด ดังลั่นอยู่ทางพระที่นั่งอนันต์ฯ แล้วก็ดังอีกเป็นพักๆ เรานั่งตะลึงพึมพำกันว่า “ตายหมดแล้วหรือใครต่อสู้” แต่ใครเล่าจะเป็นผู้ตอบได้ในเวลานั้น นอกจากนอนลืมตาอยู่บนที่นอนเดียวกันเช่นนั้น จนเช้าไปกับที่”

เสียงปืนกลที่ดังขึ้นนั้น ภายหลังทราบว่าเป็นฝีมือของ ร.ท.ขุนศรีศรากร ที่รัวปืนกลขึ้นฟ้าด้วยความเครียดสุดขีด นึกว่าฝ่ายรัฐบาลจะบุกเข้าโจมตีคณะราษฎรในคืนนั้น

กระจ่างเล่าถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นว่า

“จะชนะหรือแพ้ก็ไม่รู้นะครับ รู้แต่ว่ามาทำตามหน้าที่ พวกเรารวมพลกันอยู่ที่นั่น ไม่รู้ว่าใครจะมาสู้เอาคืน แต่ว่าเราได้ไอ้แอ้ดมาแล้ว สมัยก่อน กองพันอื่นเขาไม่มี แต่เราเอากองพันรถเกราะมาอยู่กับเรา ถ้ามีใครยิงเข้ามาบุกเข้ามาก็ยิงกันเละ”

 

จากไกลกังวลสู่พระนคร

 

ในใจของแกนนำคณะราษฎรทราบดีว่า แม้จะสามารถยึดอำนาจได้แล้ว แต่โจทย์ใหญ่อีกประการหนึ่งยังแก้ไขไม่สำเร็จ นั่นคือ จะทำอย่างไรให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งประทับอยู่ ณ พระราชวังไกลกังวล ทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สยามประเทศ

จาก “พระราชบันทึกทรงเล่า” ในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ มีความตอนหนึ่งว่า

“เช้าวันนั้น รู้เรื่องกันที่สนามกอล์ฟนั่นแหละ พอเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว พระยาอิศราฯ เป็นคนไปกราบบังคมทูลให้ในหลวงทรงทราบ ในหลวงก็รับสั่งว่า ไม่เป็นไรหรอก เล่นกันต่อไปเถอะ แต่ฉันกลับก่อนแล้ว จึงไม่ทราบเรื่องจนเสด็จกลับมาก็รับสั่งกับฉันว่า ‘ว่าแล้วไหมล่ะ’ ฉันทูลถามว่า ‘อะไรใครว่าอะไรที่ไหนกัน’ จึงรับสั่งให้ทราบว่า มีเรื่องยุ่งยาก ทางกรุงเทพฯ ยึดอำนาจและจับเจ้านายบางพระองค์ ระหว่างนั้นก็ทราบข่าวกระท่อนกระแท่นจากวิทยุแต่ก็ไม่แน่ว่าอะไรเป็นอะไร…”

ทางด้านคณะราษฎรได้ตกลงกันว่าจะส่งทูตไปเจรจากับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทำหนังสือกราบบังคมทูลว่า

“คณะราษฎรไม่ประสงค์ที่จะแย่งชิงราชสมบัติแต่อย่างใด ความประสงค์อันยิ่งใหญ่ก็เพื่อที่จะมีพระธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จึงขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จกลับคืนสู่พระนคร และทรงเป็นกษัตริย์ต่อไปโดยอยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้น

“ถ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทตอบปฏิเสธก็ดี หรือไม่ตอบภายใน 1ชั่วนาฬิกา นับแต่ได้รับหนังสือนี้ก็ดี คณะราษฎรก็จะได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน โดยเลือกเจ้านายพระองค์อื่นที่เห็นสมควรขึ้นเป็นกษัตริย์”

ลงนามโดย พระยาพหลพลหยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช และพระยาฤทธิอัคเนย์

ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ถือหนังสือไปเจรจาคือ น.ต.หลวงศุภชลาศัย ผู้ก่อการคนสำคัญฝ่ายทหารเรือและราชพาหนะที่จะอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกลับคือ เรือหลวงสุโขทัย

บุคคลสำคัญที่มีโอกาสเข้าเฝ้าถวายความเห็นที่พระตำหนัก ส่วนใหญ่ถวายความเห็นให้ทรงสู้โดยคิดว่าทหารหัวเมืองส่วนใหญ่ยังจงรักภักดี หรือไม่ก็หนีไปหาดใหญ่เพื่อถ่วงเวลาในการเจรจากับคณะราษฎร แต่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีและพระองค์เจ้าอาภาพรรณี ถวายความเห็นไปอีกทางหนึ่ง

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ในอีกสองเดือนต่อมาว่า

“… ฉันต้องยอมรับว่าทั้งสมเด็จและหญิงอาภาควรได้รับเกียรติศักดิ์อย่างสูง ที่แสดงความกล้าหาญอย่างยิ่งเช่นนั้น เพราะว่าเราทุกๆ คนทราบดีว่าถึงเรายอมกลับกรุงเทพฯ ต่อไปเขาอาจฆ่าเราเสียก็ได้ ผู้หญิงสองคนนั้นเขากล้ายอมตายเสียดีกว่าที่จะเสียเกียรติศักดิ์ เมื่อเขาตกลงเช่นนั้น ฉันเห็นด้วยทันที”

25 มิถุนายน 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบคณะราษฎรว่า

“ข้าพเจ้าเห็นแก่ความเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์ ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ กับทั้งเพื่อจัดการโดยละม่อมละไม ไม่ให้ขึ้นชื่อว่าได้จลาจลเสียหายแก่บ้านเมือง และความจริงข้าพเจ้าก็ได้คิดอยู่แล้วที่จะเปลี่ยนแปลงตามทำนองนี้ คือมีพระเจ้าแผ่นดินตามพระธรรมนูญ จึงยอมรับที่จะช่วยเป็นตัวเชิด เพื่อให้คุมโครงการตั้งรัฐบาลให้เป็นรูปตามวิธีเปลี่ยนแปลงตั้งพระธรรมนูญโดยสะดวก ถ้าเพราะว่าถ้าข้าพเจ้าไม่ยอมรับเป็นตัวเชิด นานาประเทศก็คงไม่ยอมรับรัฐบาลใหม่นี้ ซึ่งคงจะเป็นความลำบากยิ่งขึ้นหลายประการ…”

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จนิวัติพระนครโดยรถไฟพระที่นั่งขบวนพิเศษ ที่ทางฝ่ายผู้รักษาพระนครส่งมาแทนเรือหลวงสุโขทัย ซึ่งเล็กคับแคบไม่สมพระเกียรติ ตามคำร้องขอของหลวงศุภฯ

 

มรดกชิ้นสุดท้าย

 

เมื่อขบวนรถไฟพระที่นั่งมาถึงพระนครในเวลาตีหนึ่งเศษของวันที่ 26 มิถุนายนนั้น หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ดวงประทีป  ฉบับประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2475 รายงานบรรยากาศว่า

“…ในเวลากลางคืนดึกสงัด ปราศจากกองทหาร มีแต่ลูกเสือไปเฝ้ารับเสด็จ ข้าราชการที่ไปคอยเฝ้ารับเสด็จมีแต่ข้าราชการกระทรวงวัง ไฟที่สถานีจิตรลดาขมุกขมัว ความมืดกับความเงียบสงัดผสมกัน และนอกจากเสียงล้อรถยนตร์บดถนนแล้วก็ไม่มีเสียงอันใดเป็นอันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสู่พระนครในท่ามกลางความมืดและเยือกเย็น … ผู้ได้เห็นยังยืนยันว่ายังทรงร่าเริงอยู่อย่างปรกติ”

เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้แทนราษฎรเจ็ดคนได้เดินทางเข้าเฝ้า ณ วังศุโขทัย นำเอกสารสำคัญขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นกฎหมายรวมสองฉบับ คือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พุทธศักราช 2475 ซึ่งร่างโดยนายปรีดี พนมยงค์ และพระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช 2475

ภารกิจสำคัญของคณะราษฎรภายหลังการยึดอำนาจแล้วคือ การเร่งสถาปนาระบอบใหม่ที่มาแทนที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ ระบอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งมิได้หมายถึงการมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเท่านั้น แต่ยังมีความหมายมากกว่านั้น คือ

  • การมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักประกันว่า รัฐบาลใหม่จะบริหารประเทศอย่างมีหลักเกณฑ์แน่นอนเป็นลายลักษณ์อักษร มิได้เป็นไปตามน้ำพระทัยส่วนพระองค์เช่นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์
  • รัฐธรรมนูญเป็นทั้งที่มาและเป็นหลักประกันแห่งสิทธิของราษฎร ดังจะเห็นได้จากมาตราแรกของธรรมนูญฉบับนี้ที่ประกาศว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย”
  • รัฐธรรมนูญเป็นหลักประกันในการจำกัดอำนาจของกษัตริย์ว่าจะไม่ทรงอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์อีกต่อไป แต่จะมีการแบ่งอำนาจเป็นสามส่วน คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
  • รัฐธรรมนูญเป็นสัญลักษณ์ของระบอบใหม่ ถูกยกเป็นหนึ่งในสี่ของคำขวัญ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ มีการสถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นมิ่งขวัญของประเทศ มีการส่งผู้แทนออกไปเผยแพร่รัฐธรรมนูญในต่างจังหวัด

 

ในช่วงเวลานั้น คำว่า “รัฐธรรมนูญ” เป็นคำพูดที่เริ่มติดปากคน แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร จนบางคนคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นลูกชายของพระยาพหลฯ

อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช 2475 แต่ได้ทรงขอตรวจพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม แล้วทรงลงพระปรมาภิไธยในวันที่ 27 มิถุนายน โดยทรงพระอักษรกำกับต่อท้ายชื่อพระราชบัญญัติว่า “ชั่วคราว” ซึ่งมีความหมายว่า การจัดรูปการปกครองของระบอบใหม่ มิใช่สิ่งที่ผู้นำของคณะราษฎรจะกำหนดได้ฝ่ายเดียว จะต้องมีการประนีประนอมออมชอมกับฝ่ายอื่นต่อไป

คืนนั้น เพลงปิดรายการวิทยุกระจายเสียงที่เคยเป็นเพลง “มหาชัย” ก็เปลี่ยนกลับมาเป็นเพลง “สรรเสริญพระบารมี” ดังเดิม

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชบันทึกในเวลาต่อมาว่า

“ครั้งเมื่อข้าพเจ้ากลับขึ้นไปกรุงเทพฯ และได้เห็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่หลวงประดิษฐ์นำมาให้ข้าพเจ้าลงนาม ข้าพเจ้ารู้สึกทันทีว่า หลักการของผู้ก่อการกับหลักการของข้าพเจ้านั้นไม่พ้องต้องกันเสียแล้ว … ข้าพเจ้าเห็นว่าเวลานั้นเป็นเวลาฉุกเฉิน และสมควรจะพยายามรักษาความสงบไว้ก่อน เพื่อหาโอกาสผ่อนผันภายหลัง และเพื่อสำเหนียกฟังความเห็นของประชาชนก่อน ข้าพเจ้าจึงได้ยอมผ่อนพันไปตามความประสงค์ของคณะผู้ก่อการในครั้งนั้น ทั้งนี้ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นด้วยกับหลักการเหล่านั้นเลย…”

ระหว่างวันที่ 24-27 มิถุนายน 2475 ถือได้ว่าเป็นวันแห่งความผันผวนครั้งใหญ่ทางการเมือง จนมีการประนีประนอมระหว่างกลุ่มพลังในสังคมและมีการตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราว 70 คน พระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้รับเลือกเป็นประธานกรรมการราษฎร หรือนายกรัฐมนตรีคนแรกของสยามประเทศ

จากวันนั้นจนถึงคืนก่อนการเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 นับเป็นเวลา 15 ปีอันถือได้ว่าเป็นระยะเวลาที่สมาชิกของคณะราษฎรได้มีอำนาจและบทบาทสำคัญในการปกครองประเทศ จะเห็นได้จากการที่นายกรัฐมนตรีทุกคนได้รับเลือกมาในช่วงเวลานั้น หากไม่ใช่สมาชิกคณะราษฎรเอง ก็เป็นบุคคลที่คณะราษฎรสนับสนุนอย่างเข้มข้นทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลานั้นเกิดความแตกแยกขัดแย้งขึ้นในหมู่คณะราษฎร มีความรุนแรงทางการเมืองเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า อาทิ กรณีเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ กบฏบวชเดช ความขัดแย้งระหว่างพระยาทรงสุรเดชกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม การสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ต้องยอมรับว่าสิ่งที่คณะราษฎรสร้างสำเร็จในวันนั้นและยังสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันก็คือ การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

ดังที่ กระจ่าง ตุลารักษ์ สมาชิกคณะราษฎรคนสุดท้ายที่เสียชีวิต กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

“สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นทรัพย์สมบัติของประชาชนคนรุ่นหลัง”

 

หมายเหตุ: ปรับปรุงจากผลงานของผู้เขียนในนิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 172 เดือนมิถุนายน 2542

 

หนังสือประกอบการเขียน  

กุหลาบ สายประดิษฐ์. เบื้องหลังการปฏิวัติ 2475. คณะกรรมการจัดสร้างกำแพงประวัติศาสตร์ฯ, 2541.

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. 2475 การปฏิวัติสยาม. สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, 2535.

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475. สำนักพิมพ์อมรินทร์วิชาการ, 2540.

เสทื้อน ศุภโสภณ. ชีวิตและการต่อสู้ของพระยาทรงสุรเดช. คณะอนุกรรมการจัดพิมพ์หนังสือ โครงการ 60 ปี ประชาธิปไตย, 2535.

บันทึกเชิงประวัติศาสตร์ 43 ปีเมื่อมวลชนเป็นใหญ่ในสยาม. สำนักงานศูนย์ภาพ 18, 2518.

เบื้องแรกประชาธิปไตย บันทึกความทรงจำของผู้อยู่ในเหตุการณ์สมัย พ.ศ. 2475-2500. สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย, 2516.

60 ปีประชาธิปไตย. คณะกรรมการ 60 ปี ประชาธิปไตย, 2536.

สารคดี ปีที่ 14 ฉบับที่ 164 ตุลาคม 2541.

Author

vanchai tantivitayapitak

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ - สื่อมวลชนอิสระ อดีตรองผู้อำนวยการด้านข่าวและรายการ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส อดีตบรรณาธิการนิตยสารสารคดี ผู้สนใจประเด็นด้านการเมืองภาคประชาชน สิ่งแวดล้อม ชุมชน และการพัฒนา