fbpx
ธรรมศาสตร์กับการเมืองเดือนตุลาคมครั้งแรก 11 ตุลาคม 2494

ธรรมศาสตร์กับการเมืองเดือนตุลาคมครั้งแรก 11 ตุลาคม 2494

กษิดิศ อนันทนาธร เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

ใครๆ ที่รู้จักธรรมศาสตร์ ย่อมรู้จักคำขวัญอันโด่งดังที่ว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน”

แต่น้อยคนที่จะทราบว่าใครเป็นผู้คิดคำขวัญนี้ขึ้นมา

ผู้เขียนเองก็จนปัญญาที่จะตอบ!

ทราบแต่เพียงว่า คำขวัญนี้มาจากการสรุปความจากข้อเขียนของนายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือที่คนสมัยนี้พอรู้จักในนาม “ศรีบูรพา” ผู้ประพันธ์ ข้างหลังภาพ ข้อเขียนนั้นมีใจความว่า

“ชาว ม.ธ.ก. รักมหาวิทยาลัยของเขา เพราะว่ามหาวิทยาลัยของเขารู้จักรักคนอื่นด้วย”

ซึ่งมีที่มาจากการเขียนบทความรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่ง ที่นายกุหลาบใช้คำว่า “วันที่ระลึกวันหนึ่งในประวัติชีวิตของมหาวิทยาลัย” นั่นคือ การเดินขบวนเรียกร้องทวงคืนมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ในวันที่ 11 ตุลาคม 2494  หลังจากที่ถูกทหารยึดครองในช่วงเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน

“ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน”

กบฏแมนฮัตตัน

29 มิถุนายน 2494 ในพิธีส่งมอบเรือแมนฮัตตันที่ท่าราชวรดิฐ นาวาโท มนัส จารุภา บุกเข้าจี้จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นตัวประกัน เพื่อหวังก่อการรัฐประหาร แต่สุดท้ายฝ่ายทหารเรือก็พ่ายแพ้ รัฐบาลสามารถปราบปรามและควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ เหตุการณ์ในครั้งนี้จึงได้ชื่อว่าเป็น “กบฏแมนฮัตตัน”

ต่อมาในวันที่ 2 กรกฎาคม 2494 รัฐบาลส่งทหารเข้าควบคุมและครอบครองพื้นที่ทั้งหมดของมหาวิทยาลัย โดยอ้างว่า “ขอยืมใช้เป็นสถานที่ชั่วคราวและเพื่อความสงบเรียบร้อย” ทำให้ไม่อาจจัดการเรียนการสอนได้  มหาวิทยาลัยต้องขอใช้อาคารของเนติบัณฑิตยสภา และโรงอาหารโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เป็นสถานที่เรียนชั่วคราวอยู่ราว 4 เดือน

28 กันยายน ศกนั้น กองทัพบกเสนอขอซื้อมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนเงิน 5 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของหน่วยทหาร แต่ได้รับการคัดค้าน

การที่ทหารเข้ามาจัดการกับมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองโดยตรงเช่นนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพื่อมากวาดล้างฐานกำลังของผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์ ที่ล้มเหลวในการนำ “ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492” กลับมาฟื้นระบอบประชาธิปไตย และถูกสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังกบฏแมนฮัตตันอีกครั้งหนึ่ง

เรือแมนฮัตตัน
เรือแมนฮัตตัน

เดินขบวนไปสภาผู้แทน

ถึงวันที่ 11 ตุลาคม นักศึกษา ม.ธ.ก. ประมาณ 2,000 คน เดินขบวนจากสนามหลวงไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งเป็นที่ประชุมรัฐสภา เพื่อเรียกร้องขอคืนมหาวิทยาลัย ซึ่งในวันนั้น นายเพทาย โชตินุชิต สมาชิกสภาผู้แทน (รัฐธรรมนูญฉบับ 2489 เรียก “สมาชิกสภาผู้แทน” เฉยๆ) จังหวัดธนบุรี ได้ตั้งกระทู้ถาม เรื่องสถานที่ศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองด้วย

เมื่อถึงรัฐสภาแล้ว ประตูปิดไว้ไม่ให้เข้า เหล่านักศึกษาจึงใช้แรงดันพังประตูล้มลง แล้วไปรวมตัวกันที่สนามหญ้า โดยมีนักศึกษาหญิงเป็นด่านหน้า ร้องตะโดนว่า “พวกเราต้องการมาพบท่านจอมพล ป. ถ้าท่านเป็นชายชาติทหาร โปรดออกมาพบนักศึกษาด้วย”  ในที่สุดจอมพลนายกรัฐมนตรีจึงออกมาพร้อมด้วยองครักษ์ล้อมรอบ ท่านยิ้มแย้มแจ่มใสถามว่า “ลูกหลานต้องการอะไรกันเหรอ” นักศึกษาตอบว่า “หนูจะเอามหาวิทยาลัยคืน ไม่มีที่เรียนค่ะ” จอมพล ป. จึงตอบว่า “งั้นเหรอ เอ้า…จะคืนให้” เมื่อนักศึกษาถามถึงกำหนดเวลา นายกรัฐมนตรีจึงตอบว่าภายใน 1 เดือน เหล่าผู้ชุมนุมจึงแยกย้ายกันกลับ

นักศึกษาเดินขบวนไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม ที่ประชุมสภาผู้แทน เพื่อเรียกร้องทวงมหาวิทยาลัยคืน เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2494
นักศึกษาเดินขบวนไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม ที่ประชุมสภาผู้แทน เพื่อเรียกร้องทวงมหาวิทยาลัยคืน เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2494
นักศึกษาเดินขบวนไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม ที่ประชุมสภาผู้แทน เพื่อเรียกร้องทวงมหาวิทยาลัยคืน เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2494
นักศึกษาเดินขบวนไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม ที่ประชุมสภาผู้แทน เพื่อเรียกร้องทวงมหาวิทยาลัยคืน เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2494

กระทู้ถามในสภา

โดยในวันที่ 11 ตุลาคม 2494 นายเพทาย โชตินุชิต ธรรมศาสตร์บัณฑิต และสมาชิกสภาผู้แทนจังหวัดธนบุรี ได้ตั้งกระทู้ถามในสภาผู้แทนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หลายข้อ แต่ผู้ที่มาตอบ กลับเป็นพลโท สวัสดิ์ สวัสดิรณชัย สวัสดิเกียรติ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลแต่งตั้งเป็นรักษาการผู้ประศาสน์การ ที่จะต้องลี้ภัยการเมืองออกไปพำนักในประเทศจีน

ใจความที่นายเพทายถามคือ ทหารใช้อำนาจใดในการยึดครองมหาวิทยาลัย และมีความจำเป็นเพียงใดที่ต้องยึดครองมหาวิทยาลัยเป็นเวลา 3 เดือนเศษ (นับถึงวันที่ตั้งกระทู้ถาม)

พลโท สวัสดิ์ ตอบว่า “การที่ทหารเข้าไปใช้มหาวิทยาลัยนั้น ก็เนื่องมาจากเหตุการณ์กบฏวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 ซึ่งทำให้ทหารของชาติผู้ต้องปฏิบัติงานปราบปรามตามหน้าที่ มีความจำเป็นต้องเข้าไปปฏิบัติการต่อสู้และคุมเชิงอยู่ตลอดเวลาประกาศใช้กฎอัยการศึก และด้วยการต่อเนื่องของการป้องกันภัย เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและประเทศชาติ  ทางการทหารมีความจำเป็นต้องอาศัยใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยอยู่ต่อไปอีกด้วย

เมื่อถูกถามซ้ำถึงเรื่องอำนาจที่ใช้ยึดครองมหาวิทยาลัยมาเกินกว่า 3 เดือน  พลโท สวัสดิ์ ก็ตอบว่า “ทหารเข้าอาศัยที่ว่าใช้อำนาจอะไรนั้น ข้าพเจ้าก็พูดให้ท่านฟังแล้ว ท่านก็ไม่ฟังให้ตลอด และไม่จำไว้ด้วย ข้าพเจ้าบอกว่าเวลานี้ทหารขออาศัยด้วยความจำเป็นของทางราชการทหาร ซึ่งบางอย่างบอกไม่ได้ จำเป็นก็ต้องบอกไปเช่นนั้น ขออาศัยชั่วระยะเวลาครั้งหนึ่ง อันนี้ก็ไม่ใช่ใช้อำนาจอะไร อำนาจเดิมที่เมื่อเข้าไปด้วยเหตุผลดังได้เรียนแล้ว และเข้าไปก็ต่อเนื่องมา และการอยู่ต่อมาก็โปรดถือว่าเป็นอัธยาศัยไมตรี ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าเป็นเกียรติที่เราได้เสียสละความสุขช่วยราชการทหารเพียงเล็กน้อยด้วยซ้ำไป ไม่ใช่ว่าเป็นความทุกข์อย่างที่ท่านเข้าใจ

นายเพทาย โชตินุชิต ธรรมศาสตร์บัณฑิต และสมาชิกสภาผู้แทนจังหวัดธนบุรี ผู้ตั้งกระทู้ถาม
นายเพทาย โชตินุชิต ธรรมศาสตร์บัณฑิต และสมาชิกสภาผู้แทนจังหวัดธนบุรี ผู้ตั้งกระทู้ถาม

นายเพทายจึงแย้ง นอกจากทหารในคราวปราบกบฏแล้ว ทางราชการยังจัดให้ทหารกองผสมที่ไปรบในสงครามเกาหลีมาพักในมหาวิทายาลัยด้วย และถ้าจะถือว่าเป็นสถานที่สมเกียรติเหมาะสมกับทหารหาญเหล่านี้ ก็ยังมีที่อื่นๆ อีก ดังนี้

ถ้าไม่มีความจำเป็นถึงขั้นนั้นแล้ว ท่านก็ควรจะคืนให้เขาได้แล้วไม่ใช่หรือ แล้วหาสถานที่อย่างที่ข้าพเจ้าว่า ที่ท่านบอกว่าทหารเกาหลีไปทำงานเพื่อชาติ ควรจะมีหน้ามีตามีเกียรติมีกำลังน้ำใจ แต่ทำไมจะต้องมีกำลังน้ำใจเฉพาะมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ฯ ทำไมท่านไม่ยึดเอา จะเอาเกียรติยศสูงส่งขนาดไหนก็ได้ นับตั้งแต่วังหลวง สภาผู้แทน วังสวนกุหลาบ และที่อื่นๆ ซึ่งเขาทำงานเพื่อชาติ จะให้มีเกียรติและความเหมาะสมแค่ไหนก็ได้ ทำไมเฉพาะจะมีความจำเป็นในมหาวิทยาลัยแห่งนี้เท่านั้นที่จะเทิดทูนเกียรติทหารของชาติ ข้าพเจ้าถามถึงความจำเป็นว่า ในข้อนี้มีความจำเป็นถึงขนาดที่จะทำให้ลูกหลานอนุชนเหล่านี้ต้องเดือดร้อนโดยไม่มีสถานศึกษา

หลังจากพลโท สวัสดิ์ ตอบในลักษณะเดิมอีกครั้ง ประธานสภาผู้แทน ก็แจ้งว่าหมดวาระของกระทู้ถามแล้ว และประชุมในเรื่องอื่นต่อไป

พลโท สวัสดิ์ สวัสดิรณชัย สวัสดิเกียรติ รองนายกรัฐมนตรี และรักษาการผู้ประศาสน์การ ผู้ตอบกระทู้ถาม
พลโท สวัสดิ์ สวัสดิรณชัย สวัสดิเกียรติ รองนายกรัฐมนตรี และรักษาการผู้ประศาสน์การ ผู้ตอบกระทู้ถาม

บุกธรรมศาสตร์ ยึดมหาวิทยาลัยคืน

ครั้นเมื่อใกล้ครบระยะเวลา 1 เดือนแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้มหาวิทยาลัยคืน ในที่สุด วันที่ 5 พฤศจิกายน หลังจากสโมสรนักศึกษานำนักศึกษากลับจากการทัศนาจรที่จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อนั่งรถไฟกลับมาถึงหัวลำโพง สโมสรได้จัดเตรียมรถเมล์ขาวกว่าสิบคัน มีป้ายติดที่รถว่า “พวกเราจะยึดมหาวิทยาลัยคืน” บรรทุกนักศึกษาที่กลับมา และมีรถบัสอีกส่วนหนึ่งรับนักศึกษาในกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้ไปนครสวรรค์ด้วย รวมประมาณ 3,000 คน ไปยังมหาวิทยาลัย

เมื่อมาถึงสนามหลวง นักศึกษาลงจากรถใกล้บริเวณศาลแพ่งในเวลานั้น แล้วตั้งขบวนกันเพื่อเดินเข้ายึดมหาวิทยาลัยคืนจากฝ่ายทหาร ภายใต้คำขวัญที่ว่า “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย”  โดยนักศึกษาเข้าเจรจากับทหารผู้เฒ่าที่เฝ้าหน้ามหาวิทยาลัย บอกว่า ลูกหลานต้องการเข้าเรียน การปิดกั้นไม่ถูกต้อง ขอให้กลับไปยังกรมกองที่สังกัด เพราะที่มาเฝ้านั้นอดอยาก เบี้ยเลี้ยงก็ไม่ได้  ทหารที่เฝ้าอยู่ได้รับคำสั่งไม่ให้ขัดขวาง จึงยอมเปิดทางให้ นักศึกษาจึงยกขบวนเข้าไปในมหาวิทยาลัย นับว่าเป็นการยึดคืนโดยเรียบร้อย สงบ สันติ ปราศจากอาวุธ

ด้วยเหตุนี้ วันที่ 5 พฤศจิกายน จึงเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย เรียกกันว่า “วันธรรมศาสตร์สามัคคี” หรือ “วันคืนสู่เหย้า”

ประติมากรรม “วันธรรมศาสตร์สามัคคี 5 พฤศจิกายน” บริเวณตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ประติมากรรม “วันธรรมศาสตร์สามัคคี 5 พฤศจิกายน” บริเวณตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

วันในประวัติชีวิตของมหาวิทยาลัย

เมื่อครบรอบ 1 ปี ของเหตุการณ์ดังกล่าว ในวันที่ 11 ตุลาคม 2495 นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ ธรรมศาสตร์บัณฑิต ได้เขียนรำลึกไว้ว่า

“ความบีบคั้นนานาประการที่นักศึกษาได้ผจญมาไม่ขาดสายนั้น แทนที่จะผลักนักศึกษาให้ถอยหลังกรูดๆ ไป แทนที่จะตีความเป็นกลุ่มก้อนของนักศึกษาให้แตกกระเจิงไป ดังที่อาจมีผู้หวังว่าจะเป็นได้นั้น กลับทำให้นักศึกษาได้รวมกันเป็นกลุ่มก้อนหนาแน่นยิ่งกว่าเดิม แม้ว่าในบางครั้งบางคราวจะได้รับความบีบคั้นคุกคามอย่างหนัก ดังในกรณีการลงทัณฑ์แก่นักศึกษาผู้รักสันติ ก็หาทำให้นักศึกษาสยบซบเศียรไม่ เขาทั้งหลายกลับสะบัดศีรษะเชิดหน้าขึ้น แล้วก้าวต่อไปในวิถีแห่งการต่อสู้เพื่อสันติ ความบีบคั้นไม่ได้ทำและไม่อาจทำให้จิตใจที่ยึดมั่นในสัจจะอ่อนเปียกละลาย ตรงกันข้าม ยิ่งเผชิญก็ยิ่งเกาะเกี่ยวกลมเกลียวกันหนักแน่นยิ่งขึ้น พยานข้อนี้เห็นจะได้จากการรวมกำลังอย่างเปนปึกแผ่นแน่นหนาของนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยนี้ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ปีกลาย ในการเรียกร้องคืนมหาวิทยาลัยของเขา ด้วยเจตจำนงอันเด็ดเดี่ยวที่จะเอาคืนมาให้ได้ และเขาก็ได้มหาวิทยาลัยของเขาคืนมา

 และ เมื่อนักศึกษาได้มีวันที่ 11 ตุลาคม เปนวันที่ระลึกวันหนึ่งของเขาฉะนี้ เขาก็คงจะไม่แลดูความยากลำบากที่เขาได้รับมาตลอดเวลา 4-5 ปีที่แล้วว่า เปนระยะแห่งความมืดมิดเสียทีเดียว ว่ากันตามจริง การที่เขาได้วันที่ 11 ตุลาคม ไว้ในประวัติชีวิตของมหาวิทยาลัย ม.ธ.ก. นั้น เขามิได้ชำระราคาที่สูงไปกว่าคุณค่าของวันนั้นเลย ราคาที่เขาได้ชำระนั้นเปนแต่ของเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับคุณค่าใหญ่หลวงที่บรรจุอยู่ในวันที่ระลึก 11 ตุลาคม เพราะฉะนั้น เมื่อนักศึกษา ม.ธ.ก. ฉลองวันที่ 11 ตุลาคม ของเขา เขาก็ไม่มีน้ำตาแห่งความระทมขมขื่นในอดีตที่จะเช็ดอีกต่อไปแล้ว”

ตึกโดม “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ในปี 2495
ตึกโดม “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ในปี 2495

นักศึกษาถูก…ซื้อ

นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ ตอบโต้ประเด็นที่ผู้ปกครองบ้านเมืองในเวลานั้น (ไม่ใช่เวลานี้) ที่หาว่านักศึกษาถูกชักจูงได้ง่าย ถูกครอบงำโดยใครที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งนั่นก็หนีไม่พ้นการเชื่อมโยงไปยังผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์ ไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า

“หากว่านักศึกษา ม.ธ.ก. เปนเครื่องมือของนักการเมืองคนใดฝ่ายใด และกระทำการใดๆ แต่โดยอาศัยคำยุยงเสี้ยมสอนจากทางหนึ่งทางใดแล้ว ก็คงเปนการง่ายที่ใครๆ จะมาประมูลนักศึกษาที่สักแต่ว่าเปนเครื่องมือของคนหนึ่งฝ่ายหนึ่งไปเปนเครื่องมือของอีกคนหนึ่งฝ่ายหนึ่งได้ และก็เปนการง่ายเช่นเดียวกันที่ใครๆ จะยุยงให้เขาเปลี่ยนแปลงความคิดความอ่านของเขา

“ดังที่เราได้เห็นการสับปลับกลับกลอกอย่างดกดื่นที่เปนอยู่ในวงของพวกนักเล่นการเมือง ที่แสวงหาแต่ลาภยศและผลประโยชน์ส่วนตัวไปวันหนึ่งๆ แต่เราย่อมเห็นได้ว่า นักศึกษา ม.ธ.ก. มิใช่เปนเครื่องมือหรือสินค้าที่จะนำออกขายในตลาดการเมือง และที่ใครๆ จะเข้าถือกรรมสิทธิ์ได้ด้วยการประมูลราคา หากว่าพวกที่ถืออำนาจอยู่ในมือเคยชินมากับการประมูลซื้อสินค้าในตลาดการเมือง ก็ไม่เปนการชอบธรรมเลยที่ท่านจะนำเอาความสันนิษฐานอย่างมักง่ายและต่ำช้าเช่นนั้นมาใช้แก่นักศึกษา ม.ธ.ก.

เหล่าธรรมศาสตร์บัณฑิตในวันสำเร็จการศึกษา
เหล่าธรรมศาสตร์บัณฑิตในวันสำเร็จการศึกษา

 

อนาคตเก่ากับอนาคตใหม่

ต่อประเด็นความขัดแย้งของคนระหว่างรุ่น ที่คนในกรอบทัศนคติแบบเดิม เห็นต่างจากนักศึกษาคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาชีวิตของสังคมที่เขาอาศัยอยู่นั้น นายกุหลาบเขียนไว้ได้อย่างคมคายว่า

พวกท่านที่เรียกกันว่าผู้หลักผู้ใหญ่จะมีความคิดเห็นของท่านอย่างไรก็มีกันไปเถิด พวกท่านที่ประสงค์จะไปใช้ชีวิตอันริบหรี่ของท่านอยู่ในโรงพิพิธภัณฑ์ ก็จงไปใช้อยู่ตามความพอใจของท่านเถิด พวกท่านที่ไม่ต้องการจะคิดถึงใครเลย นอกจากจะคิดถึงแต่ตัวท่าน วงศ์วานของท่าน คิดถึงแต่ผลประโยชน์และความสุขสำราญส่วนตัวท่านล้วนๆ เท่านั้น ก็เชิญท่านไปตามทางของท่าน แต่ขออย่ามาขัดขวาง เหนี่ยวรั้ง และใช้อำนาจเกะกะระรานแก่คนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวที่เขาต้องการจะคิดถึงคนอื่น ที่ต้องการจะคิดแก้ไขความสกปรกโสมม ความทุราจารเลวร้ายในสังคมเก่าที่เขาเห็นเด่นชัดอยู่กับตา คนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวที่ต้องการจะก้าวไปข้างหน้า ที่ต้องการจะเข้าร่วมกับประชาชนผู้มีมนุษยธรรมกำจัดความชั่วร้ายและความทุกข์ทรมานของสงคราม คนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวที่ต้องการจะเลือกวิถีชีวิตของเขาเอง

“ขออย่าได้กักขังเหนี่ยวรั้งเขาไว้ในโรงพิพิธภัณฑ์กับท่าน ขออย่าได้ส่งมอบมรดกบางชิ้นที่เต็มไปด้วยกลิ่นขื่นคาวเน่าเฟะให้เขารับสืบทอดต่อไปเลย  ผู้ใหญ่บางจำพวกที่ได้ทำความผิดมามากแล้ว และต้องการจะทำความผิดซ้ำซากต่อไปจนตาย ก็เชิญทำของท่านไป  แต่อย่าเหนี่ยวรั้งบังคับให้คนรุ่นใหม่ไปนอนตายกับท่านในหลุมเก่าหลุมเดียวกันเลย

“ท่านพวกผู้ใหญ่ ท่านเคยพร่ำสอนปลุกใจพวกเขาอยู่ไม่วายมิใช่หรือว่า อนาคตของชาติอยู่ในมือของเยาวชน ใครๆ ก็เฝ้าฝากฝังอนาคตไว้แก่เขามิใช่หรือ? บัดนี้ เขาต่างก็เตรียมตัวยืนขึ้นรับคำฝากฝัง และรับภาระแล้ว เขาผู้กำอนาคต ไฉนจะมีสิทธิวินิจฉัยอนาคตน้อยไปกว่าผู้ที่ไม่มีอนาคตเล่า?

และ “จงปล่อยให้เขาเปนอิสสระที่จะเลือกวิถีชีวิตของเขาเถิด แต่ปล่อยหรือไม่ปล่อยก็เท่ากัน ก็เพราะว่าเขาคงจะแสวงหามันจนได้

นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ ธรรมศาสตร์บัณฑิต
นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ ธรรมศาสตร์บัณฑิต

ทำไมเขาถึงรักธรรมศาสตร์

ในข้อเขียนชิ้นนี้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2495 ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ “ดูนักศึกษา ม.ธ.ก. ด้วยแว่นขาว” นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ กล่าวสรุปเรื่องการต่อสู้ของนักศึกษาและบัณฑิตของธรรมศาสตร์ ถึงการเรียกร้องความเป็นธรรม ขอคืนพื้นที่มหาวิทยาลัยจากการยึดครองของทหาร จนได้กลับคืนมาเป็นผลสำเร็จ ว่ามีเหตุผลมาจาก…

“นักศึกษาและบัณฑิตของ ม.ธ.ก. มีความรักในมหาวิทยาลัยของเขา มิใช่เพราะเหตุแต่เพียงว่า เขาได้เรียนในมหาวิทยาลัยนี้ เขาได้วิชาความรู้ไปจากมหาวิทยาลัยนี้ เขารักมหาวิทยาลัยนี้ เพราะว่ามีธาตุบางอย่างของมหาวิทยาลัยนี้ที่สอนให้เขารู้จักรักคนอื่นๆ รู้จักคิดถึงความทุกข์ยากของคนอื่น  เพราะว่ามหาวิทยาลัยนี้ไม่กักกันเขาไว้ในอุปาทาน และความคิดที่จะเอาแต่ตัวรอดเท่านั้น

“ชาว ม.ธ.ก. รักมหาวิทยาลัยของเขา เพราะว่ามหาวิทยาลัยของเขารู้จักรักคนอื่นด้วย”

บรรณานุกรม

รายงานการประชุมสภาผู้แทน ครั้งที่ ๒/๒๔๙๔ (สามัญ) ชุดที่ 1 วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม 2494.

กษิดิศ อนันทนาธร (บรรณาธิการ). เหลียวหลัง แลหน้า 85 ปี ธรรมศาสตร์. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2562.

กุหลาบ สายประดิษฐ์. มนุษย์ไม่ได้กินแกลบ. สุชาติ สวัสดิ์ศรี (บรรณาธิการ). กรุงเทพฯ: คณะกรรมการอำนวยการจัดงาน 100 ปี ศรีบูรพา [กุหลาบ สายประดิษฐ์], 2548.

มารุต บุนนาค. มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง จากความทรงจำของอดีตประธานนักศึกษา. กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2562.

สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สมุดภาพสมาชิกรัฐสภา 2475-2502. พระนคร: สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2562.

MOST READ

Politics

31 Jul 2018

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (1) : ความเป็นมา อภิมหาเรื่องเล่า และนักการเมืองชื่อเปรม

ธนาพล อิ๋วสกุล ย้อนสำรวจระบอบเปรมาธิปไตยและปัจจัยสำคัญเบื้องหลัง รวมทั้งถอดรื้ออภิมหาเรื่องเล่าของนายกฯ เปรม เพื่อรู้จัก “นักการเมืองชื่อเปรม” ให้มากขึ้น

ธนาพล อิ๋วสกุล

31 Jul 2018

Life & Culture

1 Feb 2019

ทรมานแสนสุขสม : เปิดโลก ‘BDSM’ รสนิยมทางเพศที่ตั้งต้นจากความยินยอมพร้อมใจ

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ ชวนสำรวจรสนิยมทางเพศแบบ BDSM ผ่านการพูดคุยกับสองสาวเจ้าของเพจ Thailand BDSM : Let’s Play and Learn ว่าด้วยนิยาม รูปแบบ คำอธิบายของความสุขในความเจ็บปวด ไปจนถึงความเสี่ยงในการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อตามหาผู้มีรสนิยมแบบเดียวกัน พร้อมเก็บบรรยากาศการแสดง ‘ชิบาริ’ โดยศิลปินชาวญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟังอย่างถึงเนื้อถึงหนัง

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

1 Feb 2019

Politics

12 Sep 2018

ความจริง ความเชื่อ และความเจ็บป่วยของ ‘สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’

อายุษ ประทีป ณ ถลาง เขียนถึงชะตากรรมของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในฐานะนักวิชาการผู้ยืนหยัดในอุดมการณ์มาร่วม 40 ปี แต่กลับต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย (และล้มป่วย) อยู่ในต่างแดน

อายุษ ประทีป ณ ถลาง

12 Sep 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save