fbpx

จับตาอนาคตไทยและโลก 2022 : จีน-สหรัฐ เดิมพันใหญ่ – ความหวังกลางวิกฤตเงินเฟ้อ – สมรภูมิเดือดเลือกตั้งไทย

ปี 2022 ต้อนรับชาวโลกสู่ศักราชใหม่ด้วยโควิด-19 สายพันธุ์ ‘โอไมครอน’ ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกปีนี้ยังคงอบอวลไปด้วยความยุ่งยากและความไม่แน่นอน ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างบรรดาชาติมหาอำนาจในหลากมิติ-หลายพื้นที่ของโลก ก็พร้อมปะทุสั่นคลอนโลกได้ทุกเมื่อ ที่ประเทศไทยเอง อุณหภูมิการเมืองก็มีทีท่าร้อนแรงทั้งในสภา สนามเลือกตั้ง หรืออาจรวมทั้งบนท้องถนน ท่ามกลางความขัดแย้งในสังคมที่มาถึงจุดกู่ไม่กลับ

เหล่านี้ล้วนตอกย้ำว่า นี่เป็นอีกปีที่เรายังไม่หลุดพ้นจากห้วงแห่งมหาวิกฤต ทั้งวิกฤตโรคระบาด วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตการเมือง แล้วเราจะอยู่รอดผ่านพ้นปี 2022 นี้ไปได้อย่างไร

101 เปิดวงสนทนา Round Table ชวน อาร์ม ตั้งนิรันดร รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วย ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มองปี 2022 ที่เรายังคงต้องต่อสู้กับนานามหาวิกฤต

YouTube video

จีน-สหรัฐฯ เดิมพันใหญ่ จับสัญญาณวิกฤตเศรษฐกิจ-การเมือง ปี 2022

อาร์ม ตั้งนิรันดร

ปี 2022 เป็นอีกหนึ่งปีที่เริ่มต้นด้วยวิกฤตเศรษฐกิจของชาติมหาอำนาจอันน่าจับตามอง คือภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีน ซึ่งอาร์ม ตั้งนิรันดร เล่าว่าก่อนหน้านี้ เกิดวิกฤตที่เอเวอร์แกรนด์ – ยักษ์ใหญ่อสังหาฯ ของจีนไม่สามารถชำระหนี้ก้อนมหึมาในเดือนสิงหาคม 2021 เพราะติดกฎเกณฑ์ใหม่ของรัฐบาลที่กำหนดให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถกู้ยืมเกินเพดานหนี้ ทำให้บริษัทหลายที่ไม่สามารถกู้หนี้ก้อนใหม่มาหมุนเวียนได้ทัน จึงสร้างความเสี่ยงใหญ่ที่ทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัว เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 30 ของ GDP จีน เกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจหลายส่วน ทั้งยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลท้องถิ่นจีนจากการนำที่ดินมาประมูลขายให้บริษัทอสังหาฯ ดังนั้นถ้าเกิดปัญหา รายได้รัฐบาลท้องถิ่นย่อมลดลง

“บางคนอาจมองว่าฟองสบู่ของจีนแตกไปแล้ว และเป็นการเจาะลูกโป่งโดยรัฐบาลจีนเองด้วยซ้ำ” อาร์มว่า “วิกฤตนี้ทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ไม่ร้อนแรงเหมือนเดิม ตอนนี้หลายคนในจีนประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจจีนอยู่ที่ 5-5.5% ซึ่งถ้าพูดให้ฮึกเหิมหน่อยคือ ดีที่สุดในบรรดาประเทศใหญ่ๆ ทั้งหมด แต่ถ้าพูดให้แย่ คือเป็นตัวเลขที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์การพัฒนาของจีน”

การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจะกระทบกับเศรษฐกิจโลกหรือไม่อาจเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไป แต่ถ้าถามว่าวิกฤตอสังหาฯ ครั้งนี้จะระทึกขวัญเท่ากับ ‘วิกฤตเป็ดปักกิ่ง’ ‘วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์’ ของสหรัฐฯ หรือ ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ ของไทยไหม อาร์มคิดว่าไม่ เพราะ.. “ด้วยลักษณะพิเศษทางการเมือง จีนคุมภาคส่วนเศรษฐกิจต่างๆ ได้” ทั้งการควบคุมองค์ประกอบโดยรวมในตลาด ควบคุมการปล่อยเงินกู้เข้าในระบบ การซื้อขายทรัพย์ กระทั่งสามารถหยุดถ่ายโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ราคาต่ำกว่ารัฐกำหนด

“เครื่องมือเหล่านี้ต่างประเทศไม่มี พูดง่ายๆ ว่าถ้าเกิดที่อื่นคงเป็นวิกฤตใหญ่ไปแล้ว” อาร์มกล่าว และคาดว่าโจทย์เรื่องเศรษฐกิจของจีน ระยะสั้นน่าจะเป็น ‘soft landing’ จากฟองสบู่อสังหาฯ ส่วนระยะยาวน่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาที่มั่นคงกว่าเดิม เช่น การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับราคาอสังหาฯ ให้ประชาชนจับต้องได้ เพื่อสนับสนุนให้ซื้อบ้าน มีลูก แก้ปัญหาจำนวนประชากรหดตัว

นอกจากสถานการณ์เศรษฐกิจ มาตรการ ‘ซีโร่โควิด’ ของจีนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการค้า-การท่องเที่ยวในระดับโลก แม้ว่าปลายปีที่ผ่านมาในจีนจะมีดีเบตว่าควรผ่อนคลายมาตรการดังกล่าวหรือไม่ แต่ในสายตาของอาร์ม (และนักวิเคราะห์ทั่วโลก) มองว่า นโยบายนี้น่าจะมีถึงช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน

“ระหว่างนี้เหตุการณ์สำคัญบนปฏิทินที่ใกล้เข้ามาคือตรุษจีนและโอลิมปิกฤดูหนาวในเดือนกุมภาพันธ์ เราจึงเห็นการล็อกดาวน์เมืองซีอาน บางส่วนของเทียนจิน ตอนนี้ก็พบผู้ติดเชื้อที่เซี่ยงไฮ้ซึ่งต้องรอดูกันต่อไป” อาร์มให้ข้อมูลพร้อมบอกว่าจีนหวังกับความสำเร็จของงานโอลิมปิกไว้มากจึงไม่แปลกถ้าจะล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการระบาดให้อยู่หมัด

ทั้งนี้ อาร์มกล่าวว่าถ้าจีนจะเปิดเมืองคงต้องรอสามอย่าง – อ้างอิงจากคำพูดของนายเกา ฟู่ ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมโรคระบาด คือ หนึ่ง รอให้ฉีดวัคซีนครบจำนวนประชากร (“ซึ่งสำเร็จแล้วแต่เป็นวัคซีนเชื้อตาย”) สอง รอวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ (“ซึ่งก็เป็นปริศนาสำคัญว่าทำไมจีนยังไม่อนุมัติฉีดวัคซีน mRNA ของฝรั่ง คาดว่าน่าจะรอวัคซีน mRNA ของตัวเอง”) และสาม รอยารักษาที่มีประสิทธิภาพ

“ถ้าสามอย่างนี้ยังไม่เกิดขึ้นก็อย่าแปลกใจถ้าจีนจะปิดเมืองถึงเดือนพฤศจิกายนหรือตลอดทั้งปี ในมุมของไทยคือยังไม่เจอนักท่องเที่ยวจีนแน่นอน”

เมื่อย้อนกลับมามองสหรัฐอเมริกา อาร์มคิดว่าปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และโลก คือเรื่องเงินเฟ้อ

“มันเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกมาก ถ้าเราไปดูตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเห็นว่าดีทุกตัว เหมือนจัดงานเลี้ยงฟื้นตัวจากโควิด ตัวเลขทุกอย่าง การจ้างงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ ราคาอสังหาริมทรัพย์ ราคาตลาดหุ้น ตลาดคริปโต ทุกอย่างสูงหมด ตัวเลขตัวเดียวที่ไม่ดีคือเงินเฟ้อ แต่เหมือนกับว่าตัวเลขเงินเฟ้อจะเป็นตัวตัดสิน เพราะโพลที่สำรวจความรู้สึกประชาชนสหรัฐฯ ผลออกมาว่าประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกเศรษฐกิจไม่ดี และคะแนนนิยมของไบเดนต่ำที่สุดตั้งแต่รับตำแหน่งมา คะแนนความนิยมของทายาททางการเมืองของไบเดนอย่างคามาลา แฮร์ริส ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของการมีรองประธานาธิบดี ทั้งหมดนี้กระทบต่อการเลือกตั้งมิดเทอมที่จะมีในเดือนพฤศจิกายน”

สิ่งที่น่าเป็นห่วงในสายตาอาร์มคือภาวะฟองสบู่ของสหรัฐฯ อาจไม่แตกด้วยเงินเฟ้อ แต่อาจแตกด้วยมาตรการที่ธนาคารกลางพยายามจัดการเงินเฟ้อ เพราะต้องการประคับประคองความนิยมของรัฐบาลหรือไม่ และถ้าให้เทียบระหว่างฟองสบู่ของสองชาติมหาอำนาจ จีนกับสหรัฐฯ อาจกำลังเดิมพันกันคนละแบบ

“จีนหวังให้ฟองสบู่แตกตอนนี้ เพราะคิดว่าถ้าในอนาคตฟองสบู่โลกแตก ฟองสบู่สหรัฐฯ แตก เขาจะได้ไม่เจ็บตัวมาก แต่ความเสี่ยงของเดิมพันนี้คือฟองสบู่ที่แตกไปจะทำให้จีนชะลอตัวไม่ฟื้นหรือเปล่า ส่วนเดิมพันฝั่งสหรัฐฯ คืองานเลี้ยงที่คึกคักจะไปได้ไกลแค่ไหน ก่อนหน้านี้ก็มีคำถามมากมาย เพราะสหรัฐฯ อัดฉีดเงินเยอะมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก ระยะยาวจะเกิดอะไร เป็นไปได้ไหมที่ฟองสบู่จะไม่แตกเลย”

ครั้นถามว่าสองประเทศนี้จะมีการแข่งขันใดที่น่าจับตาในปี 2022 อาร์มตอบว่า อย่างแรกน่าจะเป็น ‘สงครามน้ำลาย’ “เพราะทั้งสองฝ่ายต้องหาเสียงทั้งคู่ ไบเดนต้องหาเสียงการเลือกตั้งมิดเทอม แสดงให้คนเห็นว่าเขาไม่รักจีน จัดการจีนได้ ส่วนสีจิ้นผิง ก็ต้องแสดงให้ทางการเมืองจีนเห็นว่าทุกคนควรสามัคคีกันภายใต้การนำของเขาเพื่อยืนหยัดสู้อเมริกา”

ทว่า ภายใต้สงครามนี้น่าจะมีความร่วมมือบางอย่างระหว่างสองชาติ โดยเฉพาะเรื่องการค้า เพราะในช่วงที่ผ่านมาตัวเลขการส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ สูงที่สุดในรอบหลายปี สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับจีนยิ่งกว่าช่วงก่อนยุคสงครามการค้า รวมถึงมีสัญญาณออกมาว่าสหรัฐฯ อาจพิจารณาลดกำแพงภาษีสินค้าบางชนิดให้แก่จีน

“ดังนั้นในความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นการต่อสู้ที่ดุเดือด ด้านเศรษฐกิจอาจจะผูกมิตรมากขึ้นด้วยซ้ำ”

ถัดมาในประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ อาร์มคาดว่าจะร้อนแรงขึ้นสามเรื่อง คือ สงครามเทคโนโลยีอวกาศ (“เหมือนสมัยสหรัฐฯ แข่งกับโซเวียตไปดวงจันทร์ ปีนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเทคโนโลยีอวกาศยุคใหม่”) รถยนต์ EV (“ปีใหม่นี้หลายคนประเมินว่ารถยนต์จะเข้าสู่ตลาดแมสของจีน”) และสุดท้าย ได้แก่ Metaverse (“ไม่ใช่แค่เฟซบุ๊กออกมาพูดแล้วนะครับ ตอนนี้บริษัทเทคโนโลยีของจีนก็ออกมาพูดกันเยอะขึ้น”)

ด้านคำถามยอดนิยมอย่างความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะลุกลามส่งผลกระทบต่อการเมืองโลกไหม อาร์มตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจ 2 ประเด็น

“ประเด็นแรกทั้งสองประเทศมีเดิมพัน มีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตทางการเมืองทั้งคู่ หลายคนอาจมองว่าจีนมีเสถียรภาพ แต่จริงๆ แล้วการเมืองจีนเหมือนเป็นกล่องดำ เราแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับจีน เราไม่แน่ใจว่าภายในการเมืองจีนซับซ้อน มีการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน เดือนพฤศจิกายนจึงเป็นเดือนสำคัญของการเมืองโลก หลายคนคาดหมายว่าเป็นการต่ออายุให้สีจิ้นผิง จะเกิดขึ้นจริงไหม ถึงต่ออายุให้สีจิ้นผิง ก็ต้องดูการเลือกผู้นำสูงสุดชุดใหม่ว่าจะเป็นคนของสีจิ้นผิงทั้งหมดไหม ใครจะเป็นเบอร์ 2 เพราะนายกจีนครบวาระ สิ่งเหล่านี้ต้องจับตา

“ในเดือนเดียวมีการเลือกตั้งมิดเทอมของสหรัฐฯ นี่ก็เป็นเดิมพันสำคัญ เพราะอาจนำไปสู่วิกฤตการเมืองได้ ถ้าเกิดกระแสหันขวา ทรัมป์กลับมา”

ส่วนประเด็นที่สอง อาร์มสังเกตว่าขณะที่สหรัฐฯ พยายามเน้นย้ำความเป็นประชาธิปไตย กระบวนการเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จีนก็เริ่มเข็นคำศัพท์ชุดใหม่อย่าง ‘ความรุ่งเรืองร่วมกัน (common prosperity)’ ออกมาใช้ “นัยหนึ่งคือต้องการบอกว่าถ้าจีนจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ดีกว่าสหรัฐฯ ระบอบการเมืองจีนก็มีความชอบธรรมหรือเปล่า?” — หากเป็นเช่นนั้นจริง การแข่งขันด้านอุดมการณ์อาจจะร้อนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

สุดท้ายแล้ว บรรยากาศการเมืองโลกจะส่งผลถึงไทยมากแค่ไหน อาร์มกล่าวว่าขณะนี้ปัจจัยภายนอกประเทศถือเป็น ‘ลบ’ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า ปัญหาจีนและสหรัฐฯ แล้วยังมีโควิดเข้ามาซ้ำเติมกันถ้วนหน้า “โจทย์คือเราน่าจะต้องคิดถึงโมเดลของการพึ่งพาตัวเอง หรือต้องมี engine ใหม่เพื่อเติบโตในบรรยากาศที่ปัจจัยภายนอกจะเป็นลบอยู่อีก 2-3 ปี”

ทั้งนี้ สิ่งที่อาร์มฝากไว้ในระยะสั้นคือการหาทางออกจากวังวนของโควิดให้ดี และเฝ้าระวังสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศ อย่างโรคระบาดหมู เงินเฟ้อ ค่าครองชีพแพง ซึ่งจะทำให้การเมืองไทยปีนี้ร้อนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

‘แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์’ ความหวังของเศรษฐกิจโลกและไทยกลางวิกฤตเงินเฟ้อ

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

เปิดปี 2022 โลกก็เริ่มต้นด้วยความยากลำบาก ทั้งโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่อย่างโอมิครอน ซึ่งแพร่กระจายเชื้อได้ง่ายกว่าเดลต้า และวัคซีน mRNA ยังป้องกันการติดเชื้อไม่ได้ ส่งผลให้หลายประเทศต้องเพิ่มมาตรการด้านสาธารณสุขรับมือก่อนเกิดการแพร่ระบาดรุนแรงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รวมไปถึงภาวะเงินเฟ้อซึ่งนำมาสู่ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่รายได้ไม่ได้ปรับขึ้นตาม 

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ยอมรับว่าการประเมินเศรษฐกิจในสภาวะเช่นนี้เป็นเรื่องยาก เพราะมีความไม่แน่นอนค่องข้างเยอะ อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่าฉากทัศน์ใหญ่ของปีนี้ยังพอมองเห็น ‘แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์’ อยู่ 

“โอมิครอนเป็นความเสี่ยงที่ค่อนข้างสำคัญและมีความไม่แน่นอน แต่ด้วยตัวเลขต่างๆ ที่เราเห็นจากการระบาด รวมถึงสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์และแพทย์เรียกว่า War of Immunity หรือกำแพงของภูมิคุ้มกันสูงเรื่อยๆ เราจึงเห็นว่าจำนวนคนติดเยอะก็จริง แต่ภูมิคุ้มกันก็เยอะ ดังนั้น ความรุนแรงอาจจะลดลง”

แต่เพราะช่วงต้นของการแพร่ระบาดโอมิครอน รัฐบาลในหลายประเทศเฝ้าระวังและมีมาตรการคุมเข้มเพื่อรับมือกับการระบาดที่รวดเร็ว เช่น งดการรวมตัวหรือจัดงานฉลองในช่วงปีใหม่ หรือแม้กระทั่งการจำกัดชาวต่างชาติเข้าประเทศ ซึ่งในกรณีของประเทศไทยที่เพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นาน ทำให้เศรษฐกิจไทยที่เพิ่งจะเริ่มต้นฟื้นตัวกลับโดนเบรก 

“ดังนั้นเศรษฐกิจไทยดีเลย์แน่นอนในไตรมาสที่ 1 จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่ทุกคนถูกเบรกว่า อย่าเพิ่งออกไปไหน อย่าเพิ่งออกไปกินข้าวกันเยอะๆ อย่าเพิ่งออกไปเที่ยว นักท่องเที่ยวก็ยังเข้ามาไม่ได้ เศรษฐกิจเลยไม่ฟื้นอย่างที่ควรจะเป็น แต่หวังว่าเมื่อเกิดปัญหาต้นปี เรายังมีเวลาตามกลับขึ้นมา 

“นี่คือฉากทัศน์ที่หนึ่งของเศรษฐกิจไทย คือ ‘ดีเลย์ (delay) แต่ไม่ดีเรล (derail)’ พูดง่ายๆ นักท่องเที่ยวในไตรมาสแรกหายไป แต่ครึ่งปีหลังจะกลับมาได้อย่างที่หลายคนตั้งความหวังเอาไว้ ฉากทัศน์นี้ ถ้าเป็น best case แล้วก็คงจะเป็น best case เลย เพราะคงจะไม่ดีไปกว่านี้เท่าไหร่”  

อย่างไรก็ตาม พิพัฒน์มองว่ายังไม่สามารถวางใจกับโอมิครอนได้ทั้งหมด เพราะแม้ว่าเปอร์เซ็นต์คนที่ได้รับวัคซีนเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงการระบาดของสายพันธุ์เดลต้าช่วงกลางปีก่อนแล้ว แต่ก็มีโอกาสอาจเกิดไวรัสสายพันธุ์ใหม่อีกครั้ง ดังนั้น ไวรัสจะยังคงเป็นผู้กำหนดว่ามนุษย์ควรทำและไม่ทำอะไรอยู่ 

“ความเสี่ยงคือ ถ้ามันไม่จบ แล้วการระบาดมี 2-3 เวฟแบบปีที่แล้ว รับรองว่าคงเหนื่อย จากที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์กันว่า GDP ปีนี้น่าจะโตประมาณ 3.5-4% ก็อาจจะลงไปต่ำกว่า 2% ก็ได้” 

นอกไปจากปัญหาโรคระบาด ปัจจัยอื่นๆ ที่พิพัฒน์คาดว่าอาจจะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยและโลก คือ ปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา และสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน

ปัญหาเงินเฟ้อ (inflation) ใหญ่เคยเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อ 3 ทศวรรษที่แล้ว การกลับมาในครั้งนี้เกิดจากภาวะในช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมา การซื้อสินค้าชะลอลง ทำให้ราคาลดลงตามกลไกตลาด แต่หลังจากมีการเปิดเมืองในหลายประเทศ รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คนจึงออกมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อีกทั้งสินค้าบางส่วนยังขาดตลาด เนื่องจากต้องปิดโรงงานจากการระบาด ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ หลายคนคาดการณ์ว่าเป็นเพียงภาวะชั่วคราว เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่สินค้าในตลาดราคาต่ำมาก แต่ตอนนี้ต้องยอมรับว่าไม่จริง เพราะตัวเลขเงินเฟ้อสูงและอยู่นานกว่าที่คาดการณ์ไว้ 

“สำหรับผลกระทบเศรษฐกิจในประเทศไทย ผมอาจใช้คำว่าเราอยู่คนละวงจร (cycle) กับชาวบ้าน เปรียบให้เห็นภาพว่าคนอื่นไปปาร์ตี้กันสนุกแล้ว ตอนนี้เริ่มไปเก็บจานกัน แต่เราไปงานปาร์ตี้สายเลยต้องไปล้างจานอย่างเดียว นั่นหมายความว่า เราไปเจอผลกระทบของเศรษฐกิจประเทศอื่น ทำให้ต้นทุนค่าครองชีพของเราสูงขึ้น”

“ซึ่งวันนี้เรากำลังเจอปัญหาเงินเฟ้อสูงขึ้นในสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี หลายคนอาจจะบอกว่านี่คือปัญหา stagflation หรือเปล่า ถ้าไปดูตัวเลขทางการ ต้องยืนยันว่ายังไม่เกิด เพราะตัวเลขเงินเฟ้อที่รายงานจากทางการยังต่ำมาก แต่ผมเชื่อว่าหลายคนกำลังรู้สึกได้ถึง stagflation คือรู้สึกว่าค่าครองชีพสูง โดยเฉพาะคนที่มีค่าใช้จ่ายกับอาหารและพลังงาน เขาต้องจ่ายเยอะขึ้นจริงๆ ขณะที่เศรษฐกิจก็ไม่ดี รายได้โตตามไม่ทัน ซึ่งจริงๆ นี่ก็คือนิยามของคำว่า stagflation”

“สิ่งที่ตามมาก็คือว่ามันจะทำให้นโยบายของธนาคารกลางค่อนข้างยุ่งยาก พูดง่ายๆ คือปกติเมื่อเงินเฟ้อขึ้นขณะที่เศรษฐกิจดี ธนาคารกลางสามารถแตะเบรกได้ แต่วันนี้เงินเฟ้อขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี ถ้าจะไปแตะเบรก ก็จะเป็นการซ้ำเติมคนที่เดือดร้อน วันนี้เราจะเจอปัญหาอย่างนั้น แต่ก็หวังว่าเงินเฟ้อจะเกิดแค่ชั่วคราว แต่ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าเมื่อ 10 เดือนก่อน สหรัฐฯ ก็คิดว่าเงินเฟ้อจะชั่วคราว แต่ก็ปรากฏว่ายาวนานกว่าที่คาด ตรงนี้ก็จะเป็นปัญหาหนึ่งที่อาจไปซ้ำเติมประเด็นความเหลื่อมล้ำ”

ต่อคำถามที่ว่าเงินเฟ้อในระดับนี้จะมีโอกาสไปถึงขั้น ‘ฟองสบู่แตก’ หรือไม่ พิพัฒน์มองว่าน่าจะเป็น ปรากฏการณ์โลก (global phenomenon) มากกว่าสาเหตุที่เกิดจากเมืองไทย แม้ว่าเราจะเห็นสถานการณ์ที่ราคาทรัพย์สินบางอย่างสูงขึ้น แต่ดูจากดัชนีราคาหุ้นไทยที่ยังไม่กลับไป all time high เหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่เลยจุด all time high ไปนานแล้ว อาจสะท้อนให้เห็นว่า valuation ยังไม่ตึงเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ รวมถึงบริษัทจดทะเบียนในไทยได้รับผลกระทบเยอะ และเราไม่มีตัวขับดันกำไรในตลาด 

“แต่ถามว่าถ้าข้างนอกประเทศฟองสบู่แตกแล้วเมืองไทยจะโดนไหม คำตอบคือ โดนแน่นอน” 

ส่วนอีกประเด็นที่พิพัฒน์ตั้งข้อสังเกตว่าจะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยและโลกคือ การเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่เริ่มมีความเสี่ยงและอยู่บนความไม่แน่นอนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากประเด็นความขัดแย้งจีน-ไต้หวัน -สหรัฐฯ ยูเครน-รัสเซีย รวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบายของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน 

“ถ้าเศรษฐกิจจีนชะลอหนักๆ จะส่งผลถึงไทยและโลก อย่างทุกวันนี้ การที่จีนปิดโรงงาน ปิดเมือง ปิดโรงไฟฟ้าก็ส่งปัญหาไปทั่วโลก ส่วนในสหรัฐฯ ปัญหาเงินเฟ้อจะเป็นปัญหาทางการเมือง เลือกตั้งมิดเทอมที่จะถึงนี้มีแนวโน้มที่พรรคเดโมแครตจะเสียแรงสนับสนุน เดาได้ง่ายๆ ว่าอีก 2 ปีข้างหน้าอาจจะไม่มีนโยบายอะไรเลย อนาคตประธานาธิบดีมาจากพรรคหนึ่ง ฝั่งคองเกรสมาจากอีกพรรคก็ทะเลาะกันไปเรื่อยๆ ประธานาธิบดี veto อย่างเดียว อาจจะเป็น 2 ปีที่ไม่มีอะไรผลักดันออกมา 

“ทั้งหมดนี้อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจหลังจากนี้มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ที่อาจจะน่ากลัวที่สุดคือ เมื่อธนาคารกลางต้องเหยียบเบรกแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วผลกระทบจากการเหยียบเบรกจะไปโผล่ตรงไหน”

พิพัฒน์บอกว่าความไม่แน่นอนทั้งหมดนี้ทำให้เศรษฐกิจไทยและโลกปี 2022 อยู่ในจุดที่ ‘น่าสนใจ’ คำถามคือ ไทยจะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาเหล่านี้ไปได้อย่างไรบ้าง

“คนเดียวที่พอจะมีแรงทำได้คือรัฐบาล นโยบายของคลังต้องหาผู้เดือดร้อนแล้วเข้าไปช่วยแบบระบุตัวเลย เพราะว่านโยบายเศรษฐกิจของแต่ละภาคใช้ค่อนข้างลำบาก ถ้าไปดูสถานการณ์เศรษฐกิจเมืองไทย สมมติว่าไม่ใช่หมู ไก่ หรือพลังงานที่ราคาสูงในปัจจุบัน จริงๆ เรามีปัญหาเศรษฐกิจไม่ดีมาอยู่แล้ว และการส่งผ่านเงินเฟ้อบางส่วนยังไม่ถึงผู้บริโภคด้วย เพราะผู้ประกอบการอมต้นทุนเอาไว้ ยังส่งผ่านไม่ได้” 

“อีกเรื่องหลายๆ คนอาจพูดถึงการหาความได้เปรียบจากสถานการณ์ การผูกขาด การบิดเบือนกลไกตลาด ผมคิดว่าการแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องแก้ตั้งแต่การจัดการกลไกตลาด ทำอย่างไรให้มีการแข่งขันเสรี มีการบิดเบือนตลาดได้น้อย

“ปัญหาสุดท้ายคือ ด้วยภาระทางการคลังเพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19 ประกอบกับรายได้ภาษีค่อนข้างเยอะ ประเด็นหนี้สาธารณะก็ยังเป็นข้อจำกัด นโยบายการคลังที่จะช่วยเหลือในปัจจุบันก็มีข้อจำกัดเยอะขึ้น ผมจึงคิดว่า เป็นบทบาทหลักของรัฐบาลและคลังที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือตรงนี้” 

ส่วนสุดท้ายคือ ในภาคการเมือง นักลงทุนยังคงจับตาดูการเมืองไทยอยู่ เพราะขั้วอำนาจปัจจุบันอยู่มา 8 ปีแล้ว ซึ่งถือว่าอยู่มาค่อนข้างยาวนาน เพราะฉะนั้น ความเสี่ยงของการอยู่นาน คือถ้าหากมีการเปลี่ยนขั้วจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ อย่างไรก็ตาม พิพัฒน์เห็นพ้องกับข้อสังเกตของหลายคนว่า การต่อรองของชนชั้นนำอาจเปลี่ยนเพียงแค่ผู้นำเท่านั้น แต่ขั้วอำนาจเดิมยังคงอยู่ เนื่องจากยังติดล็อก ส.ว.จากการแต่งตั้งอยู่ 

การฟื้นตัวของวิกฤตประชาธิปไตยโลก? – สมรภูมิเดือดเลือกตั้งไทย 2022

ประจักษ์ ก้องกีรติ

ที่ผ่านมาในปี 2021 อาจกล่าวได้ว่าเป็นความต่อเนื่องของปรากฏการณ์ ‘ประชาธิปไตยถดถอย’ (Democratic Backsliding) และการผงาดขึ้นมาของการเมืองแบบอำนาจนิยม-ประชานิยมฝ่ายขวาทั่วโลก ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ 2010 อย่างที่ปรากฏให้เห็นผ่านการรัฐประหารพม่า การรัฐประหารซูดาน การกวาดล้างฝ่ายประชาธิปไตยในฮ่องกง หรือแม้กระทั่งสหรัฐฯ ที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวแบบของประชาธิปไตยโลกก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยถดถอยเป็นครั้งแรก 

อย่างไรก็ตาม ประจักษ์ ก้องกีรติ มองว่า ในปี 2022 การเมืองแบบประชานิยมฝ่ายขวา อันเป็นต้นเหตุของปราฏกการณ์ประชาธิปไตยถดถอยทั่วโลกเริ่มดำเนินมาถึงจุดที่ค่อยๆ อ่อนกำลังลง และไม่ได้เป็นพลังการเมืองที่ทรงพลังเหมือนในช่วงที่ผ่านมา

“คิดว่าฝ่ายขวาประชานิยมทั่วโลกเริ่มชะลอตัวแล้ว เพราะหลังจากที่ผู้นำขวาประชานิยมหลายคนขึ้นมาสู่อำนาจ ปรากฏว่าไม่สามารถบริหารประเทศ หรือตอบโจทย์ความทุกข์ยากของประชาชนได้ดีกว่าการเมืองแบบเดิมตามที่สัญญาไว้”

กระนั้นก็ดี ฝ่ายขวาประชานิยมจะยังคงอยู่ในกระแสการเมืองสหรัฐฯ ต่อไป เนื่องจากสังคมอเมริกามีความแบ่งแยกแตกขั้วมาก (polarized) ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก 

“ความพ่ายแพ้ของทรัมป์ ไม่ได้หมายถึงความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงของ Trumpism ยังมีคนอเมริกันหลายร้อยล้านคนที่ยังสนับสนุนแนวคิดแบบนี้อยู่ และพร้อมที่จะกลับมาได้เสมอ” ประจักษ์กล่าว พร้อมคาดการณ์ว่า สหรัฐฯ จะยังคงเผชิญการสลับขั้วการเมืองไปมาระหว่างรีพลับลิกันและเดโมแครตในอีก 4-5 ปีข้างหน้า 

ในอีกด้านหนึ่ง หากมองประชาธิปไตยในฐานะอุดมการณ์ทางการเมืองระดับโลกภายใต้บริบทของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจสหรัฐฯ-จีน ประจักษ์มองว่า ตอนนี้การเมืองโลกเสมือนกำลังตกอยู่ในสงครามเย็นที่ไร้การต่อสู้ทางอุดมการณ์ทางการเมือง

“มันไม่เหมือนตอนที่สหรัฐฯ สู้กับโซเวียต ตอนนั้นเสรีนิยมประชาธิปไตยสู้กับอีกโมเดลการเมืองที่เสนอทางเลือกทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ต่างออกไปอย่างสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ แต่ว่าในปัจจุบัน การแข่งขันกันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนแข่งกันเพื่อแสวงหาความเป็นมหาอำนาจและอิทธิพลในระดับโลกเป็นหลัก”

“ในแง่โมเดลเศรษฐกิจ จีนไม่ได้นำเสนอโมเดลทางเศรษฐกิจที่แตกต่างออกไปแบบขาวกับดำ อย่างที่ครั้งหนึ่งโลกเคยมีแนวทางการจัดการเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ ตอนนี้ระบบที่จีนใช้คือทุนนิยม เพียงแต่ว่ามีการกำกับดูแลโดยรัฐบาลเท่านั้นเอง”

“ส่วนในทางการเมือง มันไม่ได้มีอุดมการณ์ชุดใหม่ขึ้นมา ระบอบการเมืองของจีนเป็นเพียงแค่อำนาจนิยมรูปแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้น ประเทศอำนาจนิยมที่อยู่ฝ่ายที่โน้มเอียงไปทางจีนอย่างรัสเซีย อิหร่าน กัมพูชา ก็รู้สึกว่า อย่างน้อยการมีจีนอยู่คือเครื่องบ่งชี้ว่า ไม่ต้องปกครองแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย เศรษฐกิจก็เจริญได้ พัฒนาประเทศได้เช่นกัน”

เพราะฉะนั้น ประจักษ์จึงมองว่า วิกฤตประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ใช่วิกฤตจากการถูกท้าทายด้วยอุดมการณ์หรือทางเลือกทางการเมืองอื่น แต่เป็นวิกฤตในทางปฏิบัติมากกว่า

“คนเพียงแค่ผิดหวังกับการนำประชาธิปไตยลงมาใช้มากกว่า คนผิดหวังกับรัฐบาล พรรคการเมือง นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งที่บริหารล้มเหลว ไม่ค่อยมีความรับผิดชอบ คอร์รัปชัน หรือไม่ฟังเสียงประชาชน ที่จริงแล้วคนอยากได้ประชาธิปไตยที่ดีกว่านี้ มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ตรวจสอบได้”

ไม่ต่างจากทั่วโลก ไทยเช่นเดียวกันก็ตกอยู่ในวิกฤตประชาธิปไตยมาเป็นเวลาหลายปีจากวงจรการรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า 

แต่ในปี 2022 เมื่อสัญญาณการเลือกตั้งเริ่มส่อเค้า ประจักษ์มองว่า “ปีนี้น่าจะเป็นอีกปีที่เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญ” หลังจากไทยตกอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชามาเป็นเวลา 8 ปี และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อตกอยู่ในวิกฤตโรคระบาดที่คู่ขนานไปกับวิกฤตทางเศรษฐกิจกว่า เพราะทุกครั้งที่โลกมีวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโรคระบาดหรือเศรษฐกิจก็ตาม ย่อมส่งผลต่อผลลัพธ์การเมืองเสมอ

“ผลลัพธ์ทางการเมือง (political consequences) ของโควิดจะค่อยๆ เผยตัวออกมาในแต่ละประเทศ ในรูปแบบและอัตราเร่งที่แตกต่างกันไป” หรือกล่าวอีกอย่างคือ การจัดการวิกฤตโรคระบาดและวิกฤตเศรษฐกิจคือบททดสอบทางการเมืองครั้งใหญ่ว่า รัฐบาลจะพ่ายแพ้หรือได้ไปต่อ

สำหรับประเทศที่กำลังจะเจอบททดสอบผ่านการเลือกตั้ง 2 ประเด็นหาเสียงใหญ่ที่ทุกพรรคการเมืองในทุกประเทศจะต้องหยิบยกขึ้นมาในแคมเปญการเลือกตั้งคือ การบริหารจัดการโควิด และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาเงินเฟ้อ 

ส่วนไทย แม้จะยังไม่มีกำหนดช่วงเวลาของการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ และยังคาดเดาได้ยากว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่หากเกิดการเลือกตั้งขึ้นในปี 2022 ตามที่นักสังเกตการณ์ทั่วไปจับทิศทางลมการเมือง ประจักษ์มองว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น “จะเป็นการเลือกตั้งที่เดิมพันสูงมากสำหรับหลายฝ่าย” เพราะแน่นอนว่านอกจากการบริหารจัดการโควิดและการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เป็นโจทย์ใหญ่แล้ว ไทยยังมีปัญหาความชอบธรรมทางการเมืองสะสมมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

หลายฝ่ายคาดหวังว่าการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นในปี 2022 จะเป็นจุดเปลี่ยนและนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ส่วนประจักษ์ประเมินว่า “มีโอกาส” เพียงแต่ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นหรือไม่ยังขึ้นอยู่กับอีก 4 ปัจจัย

ปัจจัยที่หนึ่ง สภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งนับว่าเป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายสำหรับฝ่ายรัฐบาล เพราะสภาวะเศรษฐกิจคือจุดที่จะถูกโจมตีตอนเลือกตั้ง นั่นเท่ากับว่าต้องประคับประคองเศรษฐกิจให้ได้เพื่อเรียกคะแนนนิยม 

“ไม่ว่าจะรัฐบาลไหนก็อยากจัดการเลือกตั้งในจังหวะเวลาที่ตัวเองรู้สึกว่าดีที่สุด ไม่เสียเปรียบมากเกินไป ถ้ารัฐบาลอยู่ในขาลง เขาก็ต้องคำนวณให้ดีว่าจะรอจนครบเทอม หรือจะรีบจัดการเลือกตั้งก่อนครบเทอม ตอนที่คะแนนนิยมยังโอเคอยู่ เพราะฉะนั้น ภาวะเศรษฐกิจจะสำคัญแน่ และสัมพันธ์กับจังหวะการจัดเลือกตั้ง”

ปัจจัยที่สอง ระบบการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะเปลี่ยนเกมการเลือกตั้งไปจากการเลือกตั้งในปี 2019 เพราะระบบเลือกตั้งใหม่เอื้อให้พรรคขนาดใหญ่ได้เปรียบ เพราะฉะนั้น ในการเลือกตั้งปี 2022 พรรคขนาดเล็กจะเสียเปรียบและหายไป จำนวนพรรคการเมืองที่จะเข้าสู่สภาจะมีจำนวนลดลง หรือหากจัดตั้งรัฐบาลผสม จำนวนพรรคในรัฐบาลก็จะน้อยลง และโอกาสที่พรรคอันดับหนึ่งจะได้ที่นั่งมากกว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้วอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดก็ตาม  

อย่างไรก็ตาม ส.ว.จะยังคงอยู่ในสภาหลังการเลือกตั้งครั้งใหม่ และส่งผลต่อการเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะยังไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ อย่างไรก็ตาม ความเป็นเอกภาพของ ส.ว.ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่อยู่ที่ความสมานฉันท์ระหว่างพลเอกประยุทธ์และพลเอกประวิตร  

“ถ้าวันหนึ่ง พี่น้องแยกทางกันเดิน ส.ว.ก็จะเสียงแตก จะต้องเกิดการต่อรองเจรจาอย่างหนักในหมู่ชนชั้นนำในปีนี้ ถ้าเขาแยกทางกันเดิน เสียง ส.ว. ก็จะแตก แล้วถ้าพลเอกประยุทธ์ไม่ลงเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีต่อ ผมคิดว่าเสียง ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรีจะไม่เป็นเอกภาพแล้ว” ประจักษ์กล่าว 

ปัจจัยที่สาม พรรคพลังประชารัฐที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งประจักษ์มองว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการวิเคราะห์การเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ เพราะความขัดแย้งภายใหญ่ในพรรคประชารัฐ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส-ประยุทธ์ หรืออาการ ‘เลือดไหล’ ออกจากพรรคจากการลาออกไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ของสมาชิกระดับสำคัญหลายคนของพรรค ย่อมกระทบต่อชะตากรรมของพรรคในการเลือกตั้ง รวมทั้งพรรคพลังประชารัฐยังเผชิญต่อความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกันเองด้วย

นำมาสู่ปัจจัยสุดท้ายคือ การลง/ไม่ลงจากตำแหน่งของพลเอกประยุทธ์ 

“การลงจากตำแหน่งของพลเอกประยุทธ์จะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับประชาชนอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการต่อรองกันภายในของชนชั้นนำไทยด้วย” ประจักษ์วิเคราะห์

“เพราะฉะนั้น ปีนี้มี 3E ที่ต้องจับตา คือ Election – ทั้งการเลือกตั้งทั่วไปและการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. Exit – ทางลงของพลเอกประยุทธ์ และ Elite negotiation – การต่อรองของชนชั้นนำ ซึ่งสำคัญต่อการอยู่หรือไปของพลเอกประยุทธ์มาก”

และแม้ว่าการไปต่อ/ไม่ได้ไปต่อของพลเอกประยุทธ์จะพัวพันอยู่กับเงื่อนไขทางกฎหมายที่จำกัดการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีไว้ที่ 8 ปี แต่ประจักษ์มองว่าการต่อรองในหมู่ชนชั้นนำจะเป็นตัวตัดสินที่แท้จริง และกฎหมายก็จะถูกตีความให้รองรับผลการเจรจาของชนชั้นนำ และยังเปรียบเทียบว่าชะตากรรมของพลเอกประยุทธ์คล้ายกับอดีตนายกรัฐมนตรี 2 คน คือธานินทร์ กรัยวิเชียรที่ชนชั้นนำอยากให้ลงจากตำแหน่งเพื่อเปลี่ยนตัวนายก และพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ที่คนรู้สึกว่าดำรงตำแหน่งนายกมานานเกินไป

“ผมคิดว่าการอยู่ต่อเกิน 8 ปีของพลเอกประยุทธ์ในสถานการณ์ที่มีคะแนนนิยมแบบนี้ และมีความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐเองเป็นโจทย์ที่ยากมากทีเดียว คำถามคือ อะไรคือจุดขายของพลเอกประยุทธ์หรือพรรคที่จะหนุนพลเอกประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกต่อ สโลแกน ‘ความสงบจบที่ลุงตู่’ คงขายไม่ได้แล้ว มันไม่พอ แล้วจะขายอะไร จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจหรือจะทำอะไร แล้วจะมีอะไรแตกต่างจาก 8 ปีที่เป็นมาอยู่ไหม ตรงนี้นี่แหล่ะที่เป็นประเด็น”

“ถ้าพลเอกประยุทธ์ไม่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีต่อ การเมืองจะเปลี่ยนไปสู่อีกเฟสหนึ่ง การแข่งขันจะเปลี่ยนโฉมหน้าไป แต่ถ้าพลเอกประยุทธ์อยากอยู่ต่อ ลงสมัครรับเลือกตั้งต่อเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ก็จะมีความตึงเครียดอยู่สูงเช่นกัน” ประจักษ์กล่าว

นอกจากการเมืองการเลือกตั้งและการเมืองในรัฐสภาแล้ว การเมืองบนท้องถนนที่ร้อนแรงติดต่อกันมาย่างเข้าปีที่ 3 ก็เป็นอีกความเคลื่อนไหวสำคัญที่ต้องจับตามองในปี 2022 หลังจากเมื่อปีที่ผ่านมาขบวนการประชาธิปไตยถูกปราบอย่างหนัก ผ่านทั้งกลไกการปราบปรามและกลไกทางกฎหมาย ไร้สัญญาณประนีประนอมและการปรับตัวของชนชั้นนำ 

สำหรับทิศทางของ ‘ม็อบราษฎร’ ในปีนี้ ประจักษ์ให้ความเห็นว่าก้าวต่อไปของขบวนการ “ไม่ง่าย”

“ถ้าเทียบกับภาพยนตร์ Star Wars ผมคิดว่าปี 63 คือ New Hope ในความหมายที่ว่า พลังคนหนุ่มสาวที่หายไปหลายทศวรรษ แล้วอยู่ดีๆ ก็กลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนทางการเมืองและสังคมที่สำคัญ คนก็ตื่นเต้นและมีความหวังกับการเคลื่อนไหวที่ปรากฏกลับขึ้นมาอีกครั้ง และดูเหมือนว่าน่าจะเขย่าอะไรได้มาก”

“แต่พอปี 64 รัฐตั้งหลักได้ ปีที่แล้วเราเห็น The Empire Strikes Back เราเห็นรัฐใช้ทั้งเครื่องมือทางกฎหมาย กลไกการปราบปราม แกนนำม็อบโดนจับกุมคุมขัง มีคดีติดตัว ม็อบโดนปราบ จริงๆ ก็เป็นกลยุทธ์คล้ายๆ กับที่รัฐฮ่องกงใช้กับผู้ชุมนุมประท้วงฝ่ายประชาธิปไตย ในที่สุด ฝ่ายผู้ชุมนุมประท้วงในฮ่องกง หมดพลังไป เกือบจะพ่ายแพ้ไปแล้วตอนนี้” 

“แต่ของไทย ผมว่ายังไม่แน่”

ส่วนปี 65 ประจักษ์มองว่า “ยังไม่มีภาพที่ชัดเจนว่าทิศทางการเคลื่อนไหวจะเป็นอย่างไร”

ประจักษ์คาดการณ์ว่า การชุมนุมขนาดใหญ่ระดับที่สามารถตั้งเวทีขนาดใหญ่และมีผู้ร่วมชุมนุมหลักหมื่นน่าจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ภาพที่อาจจะได้เห็นคือ ชุมนุมขนาดย่อย กลุ่มผู้ชุมนุมและประเด็นการเรียกร้องที่มีความหลากหลายยิ่งขึ้น 

“ถ้าปีนี้เป็นปีที่โหมโรงไปสู่การเลือกตั้ง การเมืองภาคประชาชนในปีนี้จะไม่ใช่แค่เรื่องของนิสิต นักศึกษา คนหนุ่มสาวแล้ว แต่เราอาจจะมีโอกาสที่จะได้เห็นการชุมนุมย่อยๆ ของกลุ่มแรงงาน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มประมง กลุ่มที่มีปัญหาเฉพาะ”

“เขาจะใช้โอกาสช่วงที่มีบรรยากาศนับถอยหลังไปสู่การเลือกตั้ง จัดชุมนุมเคลื่อนไหวเพื่อนำเสนอปัญหาความเดือดร้อนกับรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ ให้รับลูกไป นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติอยู่แล้วในปีที่จะมีการเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวบนท้องถนนจะไปโยงกับพรรคการเมืองและการเลือกตั้งมากขึ้น”

MOST READ

Politics

31 Jul 2018

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (1) : ความเป็นมา อภิมหาเรื่องเล่า และนักการเมืองชื่อเปรม

ธนาพล อิ๋วสกุล ย้อนสำรวจระบอบเปรมาธิปไตยและปัจจัยสำคัญเบื้องหลัง รวมทั้งถอดรื้ออภิมหาเรื่องเล่าของนายกฯ เปรม เพื่อรู้จัก “นักการเมืองชื่อเปรม” ให้มากขึ้น

ธนาพล อิ๋วสกุล

31 Jul 2018

Politics

12 Sep 2018

ความจริง ความเชื่อ และความเจ็บป่วยของ ‘สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’

อายุษ ประทีป ณ ถลาง เขียนถึงชะตากรรมของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในฐานะนักวิชาการผู้ยืนหยัดในอุดมการณ์มาร่วม 40 ปี แต่กลับต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย (และล้มป่วย) อยู่ในต่างแดน

อายุษ ประทีป ณ ถลาง

12 Sep 2018

World

1 Oct 2018

แหวกม่านวัฒนธรรม ส่องสถานภาพสตรีในสังคมอินเดีย

ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก สำรวจที่มาที่ไปของ ‘สังคมชายเป็นใหญ่’ ในอินเดีย ที่ได้รับอิทธิพลสำคัญมาจากมหากาพย์อันเลื่องชื่อ พร้อมฉายภาพปัจจุบันที่ภาวะดังกล่าวเริ่มสั่นคลอน โดยมีหมุดหมายสำคัญจากการที่ อินทิรา คานธี ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์

ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก

1 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save