กองบรรณาธิการ เรื่อง

 

หนึ่งในตัวละครสำคัญที่ถูกพูดถึงว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการประท้วงของคนรุ่นใหม่คือ ทราย เจริญปุระ และถ้าจะมีใครสักคนคือท่อน้ำเลี้ยงของการชุมนุม ทรายย่อมเป็นหนึ่งในคนสำคัญนั้น

เต็นท์ รถห้องน้ำ อาหาร เงินสมทบ ฯลฯ ล้วนได้รับการสนับสนุนจากเธอ

ทราย เจริญปุระ คือนักแสดงที่ออกมาพูดเรื่องการเมืองตั้งแต่สิบปีที่แล้ว ในวันที่การแสดงความคิดเห็นบางเรื่องเป็นสิ่งต้องห้าม ทรายก็ยังยืนหยัดจะแสดงออกในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แม้มีราคาที่ต้องจ่าย

ในภาวะการเมืองแหลมคมแบบนี้ 101 ชวนทราย เจริญปุระ มาคุยว่าด้วยชีวิต ความคิด และการเมือง เธอคิดอะไร เธอเจออะไร และมองเหตุการณ์ทางการเมืองตอนนี้อย่างไร

 

 

:: 10 ปีช่วงเปลี่ยนผ่าน จากการเมืองต้องห้าม สู่นางฟ้าประชาธิปไตย ::

 

ทราย เจริญปุระ

 

มีช่วงหนึ่งในชีวิตที่เราไม่อ่านคอมเมนต์ใต้คลิปตัวเองเลย อ่านแล้วอยากจะเป็นลมล้มตึงไปด้วยความเจ็บปวด มีแต่คอมเมนต์ด่า เราไม่รู้จะรับมือกับเรื่องแบบนี้ยังไง มันปวดหัวมาก จนเหมือนเป็นนิสัยว่าจะไม่เข้าไปดู รู้สึกว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ จนวันหนึ่งมีคนบอกว่า “วันก่อนมีคนลงคลิปทรายแล้วมีคนเข้าไปเถียงแทนนะ” เราบอกว่า “เถียงแทนใคร เถียงแทนเราเหรอ บ้า! พูดเป็นเล่น”

มันนานเป็น 10 ปี นับจากวันที่เราโดนด่ามาจนถึงวันนี้ แต่เรารู้สึกว่ามันแค่แป๊บเดียว เหมือนเราวาร์ป เพราะเราไม่รู้สึกว่าเราเปลี่ยนไปเลย เราทำตัวปกติมากๆ เราก็ยังเป็นเราเหมือนเดิม มีชีวิตเหมือนเดิม เวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ แต่ทันทีที่ผ่านไปชั่วพริบตาหนึ่ง ทุกคนพูดถึงการเมือง พูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแพร่หลาย กลายเป็นว่าในเรื่องเดิมที่เราเคยพูด ปฏิกิริยาของคนฟังกลับเปลี่ยนไป ใครที่พูดว่าให้เริ่มแก้ปัญหาที่ตัวเองนี่โดนล้อแล้ว ทั้งๆ ที่ในรุ่นเรา ทุกคนจะบอกว่า “ทำไมทุกคนไม่เริ่มที่ตัวเองล่ะ”

จากที่เราอ่านความเห็นจากน้องๆ หรือใครก็ตาม เรารู้สึกว่า “น้องเก่งว่ะ น้องแจ๋วกว่าเราเยอะเลย” เพราะน้องๆ มีช่วงเวลาที่จะหาความรู้สั้นกว่าเรา แต่รู้เท่าเราหรือรู้เยอะว่าเรา แปลว่าเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่ามันคืออะไรกันแน่ อีกอย่างหนึ่งคืออำนาจนิยมก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเขาอยู่แล้วด้วย

 

:: จุดเริ่มต้นท่อน้ำเลี้ยง ::

 

ทราย เจริญปุระ

 

จริงๆ เริ่มมาจากไอศกรีมถังเดียว ต้องเล่าเท้าความถึงเคสคุณตูน ธเนตร อนันตวงษ์ อดีตผู้ต้องหาคดีม. 116 เขาต้องติดคุกอยู่เป็นเวลานานพอสมควร ช่วงที่เขาใกล้จะได้รับการปล่อยตัวเป็นช่วงที่เริ่มมีการจัดชุมนุมพอดี อาชีพจริงๆ ของเขาคือขายไอศกรีม พี่หนูหริ่ง (สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก. ลายจุด) เลยบอกว่า วันนั้นเราจะเหมาไอศกรีมต้อนรับตูนกลับสู่ม็อบ ให้เห็นว่ามีมวลชนรอให้กำลังใจเขาอยู่ เราก็เอาด้วย ตัดสินใจสมทบไปด้วย

เราอินคดีของตูนเป็นการส่วนตัว เพราะเรารู้สึกว่าชีวิตเขาหายไปเพราะเรื่องการเมืองที่โคตรจะไม่แฟร์ พอมีม็อบต่อๆ มา เราก็อยากให้ตูนไปเลี้ยงไอศกรีมม็อบอีก ติดต่อผ่านพี่หนูหริ่งอีก 2-3 รอบจนในที่สุดพี่หนูหริ่งก็ให้ไปติดต่อกันเองว่าจะจัดการยังไง

เราเริ่มจากไอศกรีมเป็นอย่างแรกๆ จากนั้นก็เป็นน้ำ หรือของกินจุกจิก เพราะตอนนั้นยังเป็นแฟลชม็อบเล็กๆ มาม็อบกันแค่แป๊บเดียว ไม่ได้ค้างคืน อย่างม็อบแฮมทาโร่ ไอศกรีมสองถังก็ถือว่าเยอะมากแล้ว

หลังๆ เริ่มแจกข้าวกล่อง พอดีว่าเป็นช่วงคาบเกี่ยวของปีด้วย ครึ่งแรกของปีเราเจอโควิด มีหลายคนได้รับผลกระทบ ออกจากงานมาทำกับข้าวขาย เขาก็ส่งข้อความมาว่า “หนูออกจากงานมาทอดไก่ขาย พี่สนใจซื้อไปเลี้ยงม็อบไหมคะ” เราก็ขอดูรูป ขอตรวจคุณภาพ จากนั้นเราเริ่มสั่งไป 100 กล่อง ไล่อ่านแฮชแท็กว่าอาหารไปถึงม็อบจริงๆ ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น น้องๆ ที่ไปม็อบก็ฟีดแบ็กมาดี บอกมาว่า “พี่ ไก่ทอดอร่อยมากเลยค่ะ” ก็แสดงว่าเจ้านี้ผ่าน เราก็ทดไว้แล้วสั่งซ้ำอีก หลังจากนั้น เราก็หาร้านต่อไปด้วยการดูคนที่ส่งข้อความมาเรื่อยๆ

จนวันหนึ่งกลายเป็นว่าเรามีทีมใหญ่โตมโหฬาร อลังการสุดๆ สั่งไอศกรีมมากสุดคือ 50 ถัง มีรถห้องน้ำ มีเต้นต์ มีแอร์เคลื่อนที่สำหรับทีมปฐมพยาบาล คุณจะเอาอะไร คุณบอก ตอนนี้เราตั้งชื่อทีมงานว่า ‘ทีมเสกของ’ ท่านอยากได้อะไร เราจะหามาให้ท่าน (หัวเราะ)

 

:: ราคาที่ (ไม่) ต้องจ่าย ::

 

ทราย เจริญปุระ

 

เราไม่เคยรู้สึกว่าเสียอะไรจากการที่เราชัดเจนในสิ่งที่เราเชื่อนะ เพราะถ้าจะพูดว่าเสียงาน มันก็เสียตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม เราไม่รู้ว่าเรารู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร เพียงแต่เรารู้สึกว่า สิ่งที่เราเชื่อเป็นคุณค่าที่เราสามารถยึดถือได้อย่างบริสุทธิ์ใจและจริงใจจริงๆ  ใครมาถามเราก็อธิบายได้ ไม่ว่าจะถามเราปีนี้หรือปีไหน มันก็จะเหมือนเดิม เพราะเราเชื่อว่าระบบโครงสร้างที่ดีต้องตรวจสอบได้ คนมันมีอารมณ์ คนมันเปลี่ยนเสมอ แต่ถ้าระบบดี ตรวจสอบได้ จะสร้างการเมืองที่ดีได้จริง ถ้ามันไม่ดีก็เลือกกันใหม่ เราไม่ต้องเกรงใจใคร เพราะฉะนั้นเราไม่รู้สึกว่าพลาดหรือเสียอะไรไป เราโชคดีด้วยซ้ำ เพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น เราก็ได้เห็นการเคลื่อนไหวจากน้องๆ

ท้ายที่สุดทุกคนต้องตาย จริงๆ มันไม่สำคัญหรอกว่าโลกหลังจากที่เราตายจะเป็นยังไง แต่เราได้ทำในสิ่งที่เราเชื่อจริงๆ เราได้สนับสนุนวิธีคิดที่เราเชื่อจริงๆ ในทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะผ่านไอศกรีมหนึ่งถัง ผ่านการแชร์ข่าว หรือว่าจะผ่านการส่งผัดบะหมี่ไป มันมีคุณค่าในแบบของมัน เราเคยพูดเล่นๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งในอนาคตข้างหน้าจะมีรัฐมนตรีหรือเจ้าของสตาร์ตอัปเท่ๆ มาบอกว่า “วันนั้นได้กินไอติมพี่ทรายในม็อบครับ” เยี่ยม! มันคือแค่นั้นเอง ไม่ใช่ว่ามาทำแบบนี้แล้วเราจะไปลง ส.ส. เพื่อผลประโยชน์ ไม่ใช่นะจ๊ะ ทุกข์จะตาย ผลประโยชน์ที่แท้จริงคือนอนอยู่บ้านจ้ะ (หัวเราะ)

:: ดารากับการเมือง ::

 

ทราย เจริญปุระ

 

เราบังคับใครให้ทุกข์ไม่ได้ ถ้าเขารู้สึกว่าชีวิตดีอยู่แล้วหรือไม่รู้สึกทุกข์กับการเมือง ถ้าเราไปบอกว่า “คุณต้องทุกข์เหมือนกับเราสิ” มันก็ไม่ได้ เหมือนที่เขาก็บังคับให้เราไม่ทุกข์ไม่ได้

เราอดทุกข์ไม่ได้จริงๆ เที่ยวไปรู้สึกรู้สาแทนคนอื่นเขา ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่เข้าใจได้นะที่คนอื่นๆ จะรู้สึกว่าที่เป็นอยู่มันก็ดีอยู่แล้ว ในเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่สบาย ใครจะไปอยากให้มีการเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องธรรมดาที่เข้าใจได้ โคตรเข้าใจเลย

เราไม่เข้าใจตัวเองมากกว่าว่าทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ แต่บางครั้งเราก็เสียดาย เราหวังเล็กๆ ว่าถ้าคนวงการบันเทิงแบ่ง privilege ที่มีมาใช้สักนิด อาจจะออกมาพูดสักครั้งสองครั้ง แม้ว่าแก้ปัญหาทั้งหมดไม่ได้ แต่น่าจะทำให้คนหันมาสนใจปัญหาบ้านเมืองมากขึ้น

 

:: การต่อสู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ::

 

 

ถ้าเรามีรัฐบาลที่ลงตัวเมื่อไหร่ เราก็อาจจะเลิกต่อสู้…ไม่หรอก มันเป็นสันดาน (หัวเราะ)

โลกนี้ไม่มีความเงียบสงบ เราต้องแยกก่อนว่าความสงบไม่เท่ากับความดี ความเงียบคือการหรี่เสียงให้เงียบ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีปัญหาหรือไม่มีเสียง มันแค่ถูกหรี่ให้ไม่ได้ยิน

มันมีปัญหาอยู่เสมอ ต่อให้การเมืองดี ทางเท้าเรียบ เราก็อาจจะไปสู้เรื่องการมีสิทธิในการมีคู่ของแพนด้า หรืออย่างอื่นไปเรื่อย หลายคนอาจไม่เข้าใจว่า “ทำไมจะต้องมาเรียกร้องอะไรอีก ที่เป็นอยู่มันก็ดีอยู่แล้ว” ก็เพราะมันดีได้อีก ต่อให้มันดีอยู่แล้ว มันก็ดีได้อีก ไม่งั้นป่านนี้ประเทศสแกนดิเนเวียที่เป็นเมืองต้นแบบ เขาก็แช่แข็งกันไปหมดแล้ว ไม่ต้องทำอะไรต่อไปอีกแล้ว ก็ยังเห็นเขาทะเลาะกันทุกวัน เรื่องโน้นเรื่องนี้ ถ้าไม่เป็นเรื่องเด็กก็เป็นเรื่องสิทธิคนแก่ มีสิ่งที่เราให้ความสนใจ-ให้ความสำคัญได้ทุกวัน

ทำไมคนเราต้องพอใจอะไรในชีวิตล่ะ มันมีอะไรน่าพอใจล่ะ ถ้าคุณอยู่ใน 1% ของสังคมคุณก็พูดได้ มันยากที่จะให้เราพอใจได้ เมื่อเรารู้ว่ามีอะไรอีกตั้งเยอะที่ทำได้ ยังมีอะไรอีกมากที่คนไทยสมควรจะได้ ไม่ใช่แค่ว่าเก็บเงินไปญี่ปุ่นสองครั้งต่อปี คุณควรจะได้คุณภาพชีวิตดีๆ ทุกวันสิ คุณควรจะได้รถไฟไปถึงจุดสำคัญต่างๆ ในประเทศทุกวัน คุณควรจะได้ทางเท้ากว้างๆ สะอาดๆ ที่น่าเดินทุกวัน เมืองไทยก็ทำได้ แต่คุณต้องไม่พอใจก่อน

 

:: ทราย เจริญปุระในอีก 10 ปี ::

 

ทราย เจริญปุระ

 

อีก 10 ปีจะอายุ 50 ถึงตอนนั้นก็คงจะเลี้ยงแมวตัวเดิม ถ้ายังมีม็อบ พี่ก็ม็อบ ถ้าน้องม็อบ พี่ก็พร้อมม็อบ ถ้าน้องไม่ม็อบ พี่ก็ไม่ม็อบ

มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่พูดชื่อแล้วทุกคนจะหวีดร้อง เขาผ่านมาแล้วทุกยุค ตั้งแต่ปี ’16 ’19 จน ’49 เขายังไปส่งแซนด์วิชให้เด็กๆ ที่ม็อบอยู่เลย แล้วทำไมจะทำไม่ได้ เรื่องแบบนี้มันไม่จำกัดวัย

แต่อย่ามีเหตุให้ต้องม็อบเลย แค่นี้ก็ช้ากว่าประเทศอื่นไปครึ่งศตวรรษแล้ว อีก 10 ปีพี่ควรจะได้เลี้ยงแมวเฉยๆ อยู่บ้านเลี้ยงบอนไซ