fbpx

‘โตมากับจอ’ กะเทาะปัญหาการศึกษาไทย เมื่อเด็กต้องเจ็บซ้ำๆ

กว่า 2 ปีท่ามกลางสภาวะฉุกเฉิน การศึกษาถูกบังคับให้ย้ายไปอยู่บนหน้าจอออนไลน์ แม้ว่าความยากลำบากของปัญหาการเรียนรู้ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และปัญหาสุขภาพจิตของผู้เรียนจะถูกนำเสนอผ่านหน้าสื่ออยู่เป็นระยะ อย่างไรก็ดีเพื่อขุดลึกถึงรากของปัญหาการศึกษาออนไลน์ สารคดี ‘โตมากับจอ’ สารคดี 8 ตอน สะท้อน 8 ปัญหาการศึกษาไทยภายใต้ภูเขาน้ำแข็ง จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสื่อสารที่ช่วยจับอารมณ์ และฉายให้เห็นภาพบาดแผลของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเส้นทางการศึกษาอย่างชัดเจน

สารคดีเกี่ยวกับปัญหาการศึกษาไทยชุดนี้เป็นความร่วมมือของ Eyedropper Fill กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และเว็บไซต์ The101.world โดยนำเสนอประเด็นเรื่องการเรียนออนไลน์ที่สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำของการศึกษาไทย โดยใช้การถ่ายทำออนไลน์ 100% แล้วนำเสนอออกมาในรูปแบบสารคดี 8 ตอน

‘101 (mid)night round: ‘โตมากับจอ’ กะเทาะปัญหาการศึกษาไทย’ วงเสวนาออนไลน์จึงได้เชิญชวนตัวละครในสารคดี และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาร่วมพูดคุยถึงภาพปัญหาการศึกษาออนไลน์ และทางออกของหล่มลึกด้านการศึกษา ร่วมวงเสวนาโดย ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและรองประธานมูลนิธิ Thai Civic Education, แม่บี – มิรา เวฬุภาค คุณแม่และผู้ร่วมก่อตั้ง mappa และ Flock Learning องค์กรด้านการศึกษา, วิว – มุกริน ทิมดี นักศึกษาผู้ดรอปเรียนออนไลน์ หนึ่งในตัวละครจากภาพยนตร์สารคดี School Town King ร่วมด้วยวรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย, จิรเมธ โง้วศิริ และนภสินธุ์ สามแก้วแจ่ม ผู้กำกับสารคดีโตมากับจอ

เสียงสะท้อนของปัญหาการศึกษาไทย

วงสนทนาเริ่มต้นด้วยการพาไปเข้าใจภาพรวมของปัญหา ผ่านผู้ที่ทำงานด้านการศึกษาอย่างใกล้ชิด ภูมิศรัณย์กล่าวว่าสถานการณ์โควิด-19 เปิดพรมให้เห็นถึงปัญหาที่ซุกซ่อนในการศึกษาไทย ฉายชัดถึงความเหลื่อมล้ำ ทั้งในด้านความแตกต่างของการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาระหว่างโรงเรียน และความแตกต่างของการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาระหว่างครอบครัว

ภูมิศรัณย์ชี้ให้เห็นว่าหนึ่งในปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคือปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบ เนื่องจากการขาดทรัพยากรทางการศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเปราะบางและกลุ่มเด็กรอยต่อ ได้แก่ เด็กที่อยู่ระหว่างชั้น ป.6 ขึ้น ม.1 หรือ ม.3 ขึ้น ม.4 ซึ่งมักเป็นช่วงชั้นที่ผู้เรียนมีการย้ายโรงเรียน ทำให้ยากต่อการติดตามของคุณครูและเอื้อให้เกิดการหลุดออกนอกระบบจนนำไปสู่การสูญเสียโอกาสพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในช่วงวัยเรียน

ประเด็นนี้ส่งผลสืบเนื่องไปยังความสูญเสียทางเศรษฐกิจในอนาคต ยังไม่รวมถึงปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาสุขภาพจิต สถิติการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นที่สูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ และบาดแผลทางด้านจิตใจของกลุ่มเด็กและเยาวชนในระยะยาว ยิ่งในกลุ่มเด็กกำพร้าที่ผู้ปกครองเสียชีวิตจากโควิด-19 ในประเทศไทยพบว่ามีเด็กกำพร้าในลักษณะดังกล่าวเกือบ 500 คนและมีการวิเคราะห์ว่าเด็กกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบหลายมิติ เนื่องจากขาดคนเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด

ต่อประเด็นนี้ อรรถพล อาจารย์ประจำสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและรองประธานมูลนิธิ Thai Civic Education เห็นด้วย และร่วมตั้งคำถามถึงปัญหาด้านการจัดการศึกษาในช่วงที่ผ่านมา

“สุดท้ายความรับผิดรับชอบทางการศึกษาเป็นเรื่องของใคร ตอนนี้เราปล่อยให้ทุกครอบครัวดิ้นรนด้วยตัวเองและปล่อยให้ครูที่อยู่ปลายทางของการตัดสินใจต้องเห็นปัญหาอยู่ตรงหน้า พอตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ทั้งหมด ปัญหาก็แค่ผ่านไปตรงหน้าและปล่อยให้พังลง” อรรถพล กล่าว

เขาชี้ว่าการจัดการศึกษาไทยมีปัญหาด้านความรับผิดรับชอบ (Accountability) กล่าวคือไม่มีองค์กรที่แสดงบทบาทรับผิดรับชอบในการทำงานอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลต่อปัญหาด้านอำนาจหน้าที่ (Authority) ในการบริหารจัดการการศึกษา เตรียมพร้อม และเยียวยาด้านการศึกษา และปัญหาด้านอิสระในการบริหารจัดการ (Autonomy) ของผู้ทำงานหน้างาน

เขาขยายความว่าถึงแม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะกล่าวว่าโรงเรียนมีอำนาจในการตัดสินใจ แต่กฎระเบียบในระดับเขตพื้นที่ หน่วยงานต้นสังกัด และอำนาจเชิงวัฒนธรรมภายใต้ความไม่เชื่อใจกันเป็นเวลานาน กลับไม่สนับสนุนให้มีอิสระในการตัดสินใจอย่างเพียงพอ รวมถึงยังมีปัญหาการเชื่อมโยงประสานงานกลไกในการทำงานขององคาพยพด้านการศึกษา (Alignment)  เช่น เรื่องซิมช่วยเรียนที่หลายโรงเรียนยังไม่ได้รับ แม้จะมีการดำเนินการมาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ อรรถพลยังตั้งคำถามว่าการแก้ปัญหาที่ผ่านมามีการใช้ความรู้ในการขับเคลื่อนนโยบายหรือตัดสินใจมากน้อยเพียงใด หรือเป็นการลองผิดลองถูกของคนทำงาน เขากล่าวว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่คณาจารย์สาขาเทคโนโลยีการศึกษาจำนวนมากที่มีองค์ความรู้ไม่ถูกดึงเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้านการเรียนรู้ตั้งแต่ในระดับวางนโยบาย แต่กลับต้องเป็นฝ่ายตั้งรับจากโรงเรียน

อรรถพลยังเสริมจากภูมิศรัณย์ว่านอกจากเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาแล้ว ยังมีนักเรียนจำนวนมากที่ยังมีชื่อในโรงเรียน แต่ไม่ได้เข้าสู่การเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ เนื่องจากต้องผันตัวไปเป็นกำลังหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว โดยยกตัวอย่างนักเรียนที่จะต้องไปขี่มอเตอร์ไซค์ส่งอาหารระหว่างที่ฟังชั้นเรียนออนไลน์ไปด้วย นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่คุณครูผู้สอนเจอบีบคั้นจากการถูกเร่งปรับตัวและระบบการทำรายงานจนนำไปสู่การลาออกและภาวะซึมเศร้าของคุณครู ขณะเดียวกันปัญหาเกี่ยวกับบทเรียนที่ไม่ได้ออกแบบหลักสูตรให้เหมาะสมต่อการเรียนออนไลน์ และไม่ได้เอื้อกับผู้เรียนทุกคนให้เข้ามาเป็นเจ้าของห้องเรียนร่วมกัน ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อผู้เรียน

“ผมตกใจมากกับการผ่านงบในปีงบประมาณที่ผ่านมา สุดท้ายแม้กระทั่งกระทรวงศึกษาธิการก็เสนองบตามแผนงบแบบเดิมของตัวเอง ด้วยโครงการแบบเดิม แทบจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องการช่วยเยียวยาโรงเรียนและสถานการณ์โควิดเลย” อรรถพลกล่าวถึงท่าทีของกระทรวงศึกษาธิการ

วงสนทนาขยับมาที่แม่บี ผู้ปกครองที่ต้องรับความเปลี่ยนแปลงจากการเปิด-ปิดโรงเรียน เธอเกริ่นว่าปัญหาในปัจจุบันนั้นเปลี่ยนจากการเรียนรู้ทางไกล (remote learning) เข้าสู่การเลี้ยงดูทางไกล (remote parenting) แทน เนื่องจากผู้ปกครองจำเป็นต้องกลับไปทำงาน ขณะที่ลูกยังต้องเรียนอยู่ที่บ้าน ทำให้หลายครอบครัวต้องติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อดูแลความปลอดภัยลูก หรือฝากไว้กับปู่ย่าตายายที่ไม่พร้อมดูแลด้านการศึกษา ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นค่าอินเทอร์เน็ตหรือค่าชุดตรวจ ATK ในขณะที่ผู้ปกครองหลายคนต้องเผชิญการลดเงินเดือนหรือตกงาน

เพื่อนคนหนึ่งของเราเคยพูดพูดว่าระบบการศึกษาไทยเหมือนกระเชอก้นรั่ว ตัวระบบการศึกษาเป็นภาชนะและปัญหาเหมือนรอยรั่ว เด็กๆ ก็ร่วงหล่นมาจากภาชนะ ทีนี้ก็มีหลายหน่วยงานมาช่วยอุดรอยรั่ว เพื่อกันไม่ให้เด็กๆ ร่วงหล่นลงมา โดยที่เราไม่เคยตั้งคำถามเลยว่าปัญหาอยู่ที่รอยรั่วหรืออยู่ที่ภาชนะกันแน่

“โควิด-19 ถามเราว่าเป็นภาชนะหรือเปล่าที่ต้องปรับและเปลี่ยน เพื่อให้รองรับการร่วงหล่นของเด็กอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้

แม่บีตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และยังกล่าวว่าในการทำงานของ mappa แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ เธอพบว่ามีผู้ปกครองหลายคนที่ลุกขึ้นมาช่วยแก้ปัญหาด้วยกันเอง แต่ก็ไม่สามารถเอื้อมไปถึงทุกคน เนื่องจากมีกำลังไม่มากพอ

วิว นักศึกษาผู้ดรอปเรียนออนไลน์ อีกหนึ่งเสียงที่สำคัญของระบบการศึกษา เปิดใจว่าเธอเป็นคนเดียวในรุ่นจากเด็กชุมชนคลองเตยทั้งหมดที่ตัดสินใจเรียนต่อในระดับมัธยมปลาย เพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางทฤษฎี ในขณะที่เพื่อนหลายคนเลือกไปต่อสายอาชีพ เพื่อฝึกทักษะและมีรายได้จากการฝึกงาน แต่สิ่งที่ทำให้เธอยืดหยัดที่จะเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และเรียนต่อในมหาวิทยาลัยก็เพื่อความฝันจะรับราชการ อันหมายถึงเงินเดือนที่มั่นคงและสวัสดิการที่ดูแลคนในครอบครัว แม้เธอเองจะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม

วิวเปิดฉากชีวิตว่าเธอเลือกไม่ศึกษาต่อคณะมนุษยศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เนื่องจากปัญหาคุณแม่ป่วย หลังจากนั้นเธอตัดสินใจเรียนต่ออีกครั้งในคณะคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี แต่เมื่อทราบว่าต้องเรียนออนไลน์ 100% ด้วยปัญหาด้านอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และประสิทธิภาพการเรียนรู้ที่อาจจะได้ไม่เต็มที่ เธอจึงตัดสินใจดรอปเรียนและกลับมาทำงานซักรีด ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว เพื่อรอให้สถานการณ์โควิดดีขึ้นก่อนกลับไปเรียนอีกครั้ง

ถ้าถามว่าหนูเสียใจไหม หนูก็เสียใจ วิวรู้สึกว่าเด็กที่รุ่นราวคราวเดียวกัน เขาอยากเรียนเยอะ แต่เศรษฐกิจแบบนี้บางครอบครัวก็คิดว่าการส่งให้ลูกเรียนไม่ได้เป็นปัจจัยหลัก พ่อแม่บางคนไม่มีเงิน เขาก็บอกว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร ในเมื่อบางคนเรียนจบมา ไม่ได้ทำงานตามหลักสูตรที่เราเรียน

วิวเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่ามีเพื่อนคนอื่นที่เคยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันตัดสินใจไปเข้ามหาวิทยาลัยเปิดแทน เพื่อเอาเวลาในการเรียนไปทำงานเพื่อจุนเจือครอบครัว แต่เธอยังมีภาระการทำงานและต้องดูแลคุณแม่ที่ป่วยจึงรอให้พร้อมก่อนจึงจะกลับไปเรียนอีกครั้ง

“ตอนนี้วิวมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว และแม่ก็เริ่มดีขึ้นแล้ว ความฝันของวิวก็เริ่มเดินหน้าต่อไป วิวเลยอยากกลับไปเรียนต่อ” เธอกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนจะเสริมว่าหากได้รับการช่วยเหลือจากทางภาครัฐผ่านทุนการศึกษาจะช่วยให้เด็กที่ประสบปัญหาอย่างเธอได้กลับไปเรียนอีกครั้ง โดยเธอคำนวณว่าหากได้ทุนการศึกษาประมาณ 20,000 บาทจะช่วยเหลือครอบคลุมทั้งในด้านค่าเทอม เงินแรกเข้า และค่าใช้จ่ายระหว่างเรียนได้

เรียนรู้ผ่านเลนส์ระหว่างสารคดี #โตมากับจอ

วงพูดคุยขยับมาที่ประสบการณ์และความรู้สึกของผู้กำกับสารคดีโตมากับจอ วรรจธนภูมิพบว่าการสวมประสบการณ์ร่วมเพื่อเข้าใจตัวหลักของเรื่องที่เผชิญปัญหาการเรียนรู้ผ่านการถ่ายทำออนไลน์ทั้งเรื่องนั้น ทำให้รู้ว่าที่เคยคิดว่าง่ายกลับยากกว่าที่คิด เนื่องจากขาดปฏิสัมพันธ์กับทีมงานระหว่างการทำงาน ไม่สามารถสังเกตการสื่อสารผ่านภาษากายของผู้ถูกสัมภาษณ์ และจำต้องใส่พลังเพื่อรักษาความสนใจให้จดจ่อกับประเด็นที่ตัวละครพูดอยู่มากยิ่งขึ้นจนเกิดอาการล้า และเผชิญความเครียด

เขาพบว่าการจ้องหน้าจอส่งผลต่อสุขภาพจิตและสุขภาพร่างกายอยางชัดเจน อย่างไรก็ดีเขาได้เรียนรู้จากข้อจำกัดการถ่ายทำออนไลน์ว่าการใช้ภาพลักษณะ found footage ที่ถูกถ่ายโดยตัวผู้ถูกสัมภาษณ์ ไม่ว่าจะเป็นภาพวิดีโอหลบวัวกลัวโดนขวิดตอนหาเดินตามหาสัญญาณอินเทอร์เน็ต, ภาพบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ช่วยถ่ายทอดให้ผู้ชมสามารถเข้าสู่โลกของตัวละครในสารคดี และเข้าใจมุมมองและวิถีชีวิตของพวกเขาได้อย่างแท้จริง

จิรเมทเสริมว่าในฐานะคนทำสื่อ สารคดีชุดนี้สร้างความท้าทายในแง่ของผลลัพธ์และกระบวนการในการผลิต เพื่อที่จะสื่อสารข้อมูลและอารมณ์ให้สมบูรณ์เหมือนเดิม หรือกระทั่งเกิดคำถามตลอดกระบวนการถ่ายทำว่าอาจจะไม่จำเป็นต้องสื่อสารในลักษณะเดิม จึงนับเป็นคำถามต่อความท้าทายของสื่อในอนาคตที่ต้องถกกันต่อ ในขณะเดียวกันตลอดการถ่ายทำช่วยทำให้เขาตกตะกอนถึงความสำคัญของทักษะการเรียนรู้ Learning how to Learn ซึ่งมีประโยชน์และเป็นหนึ่งในสกิลสำคัญสำหรับการอยู่ต่อไปของมนุษย์ในอนาคต เพื่อที่จะเติบโตก้าวข้ามผ่านปัญหาและมีชีวิตต่อไป

ขณะที่นภสินธุ์ ผู้กำกับในตอน Hurt at first sight ‘ออนไลน์คลาสแรก…หัวใจก็แตกสลาย’ ว่าด้วยเรื่องสุขภาพจิต และตอน Lost Generation วัยมัธยมที่สูญหาย ทำได้เพียงแค่คิดถึง?’ ว่าด้วยช่วงวัยชีวิตมัธยมที่หายไป ถ่ายทอดมุมมองว่าในระหว่างการถ่ายทำถึงแม้วัยรุ่นวัยเรียนจะเผชิญความเครียด แต่การได้พูดคุยกับพวกเขากลับได้เห็นพลังใจ ความไม่ย่อท้อจนส่งมาเป็นกำลังใจในการทำงานต่อไปของทีมงานเช่นกัน

ทางออกของหล่มการศึกษาไทย

ช่วงท้ายของบทสนทนาชวนพูดคุยถึงทางออกของหล่มการศึกษา โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติทั้งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดและจากปัญหารากลึกของการศึกษาก่อนหน้าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ภูมิศรัณย์กล่าวว่า เบื้องต้นอาจจะต้องพิจารณาเรื่องการแก้ปัญหาโรคระบาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการฉีดวัคซีนและการพยายามที่จะกลับไปเรียนในระบบโรงเรียนปกติ เขาชี้ว่ากลุ่มนักเรียนช้างเผือก ซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนที่มีความพยายามมุ่งมั่นและมีเป้าหมายที่ชัดเจน แต่มีความขัดสนทางทรัพยากร เช่น กรณีของวิวเป็นกลุ่มที่ภาครัฐและภาคประชาสังคมต้องให้ความช่วยเหลือ ทาง กสศ. เองก็พยายามให้ความสนับสนุน ทั้งผ่านการให้ทุนการศึกษา และการทำงานร่วมกับสื่อเพื่อสะท้อนภาพของเด็กและเยาวชนที่ประสบปัญหาสู่สังคม อย่างสารคดีโตมากับจอและภาพยนตร์สารคดี School Town King

เขาให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฟื้นตัวรูปตัว K (k shaped recovery) กล่าวคือการฟื้นตัวหลังโควิด-19 จะมีกลุ่มคนที่ปรับตัวและมีความพร้อม ผู้เรียนสามารถพัฒนาไปในขาขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่กลุ่มคนที่ไม่มีความพร้อม ขาดทรัพยากรในการเรียนรู้จะพบกับความยากลำบาก และจะทำให้เกิดช่องว่างในการเรียนรู้ เมื่อกลับเข้าสู่ชั้นเรียน คุณครูจะจัดการเรียนการสอนได้ยากขึ้น ในการแก้ปัญหาระยะยาวจึงต้องพยายามรักษาความสมดุล ให้ความสำคัญกับกลุ่มด้อยโอกาสที่ขาดทรัพยากรมากยิ่งขึ้น และสนับสนุนการฟื้นฟูความรู้

โดยในต่างประเทศมีกระบวนการฟื้นความรู้หลายวิธี ได้แก่ การเพิ่มชั่วโมงติว หรือการจัดชั้นเรียนพิเศษตอนเย็นหรือช่วงซัมเมอร์ การเพิ่มนักจิตวิทยาให้คำปรึกษาในประเด็นปัญหาอารมณ์และสังคมของวัยรุ่น กรณีของประเทศไทยมีการเพิ่มครูแนะแนวและเสริมความรู้ด้านจิตวิทยาการแนะแนวให้กับครูประจำชั้นหรือครูในชั้นเรียน เพื่อช่วยเป็นที่พึ่งทางจิตใจของนักเรียน

นอกจากนี้ ภูมิศรัณย์ยังคาดการณ์ว่าการเรียนรู้ในอนาคตจะเป็นการเรียนแบบผสมผสาน (blended learning) ทั้งการเรียนออนไลน์และการเรียนในชั้นเรียน และมีแนวโน้มที่จะให้อิสระในการตัดสินใจของโรงเรียน (autonomy) มากขึ้น เพื่อช่วยให้โรงเรียนสามารถรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าได้

ด้านอรรถพลกล่าวว่า การศึกษาเป็นองคาพยพที่ใหญ่และมีตัวละครจำนวนมากที่เกี่ยวข้อง ควรจะเริ่มจากการยอมรับ รับฟังเสียงของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและตระหนักว่าในวันนี้การศึกษาไทยมีปัญหา เพื่อนำไปสู่การตั้งคำถามถึงบทบาท อำนาจหน้าที่ขององค์กรที่รับผิดชอบในเชิงระบบ และผลักดันไปสู่แนวทางการจัดการแก้ปัญหาที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

“เรื่องใหญ่หลังโควิดคืออย่ากลบฝังปัญหา อย่าคิดว่าตัวเองกำลังตื่นจากฝันร้าย หากคิดว่ากลับมาโรงเรียนอีกครั้งหลังโควิด คุณจะกลับไปทำแบบเดิม ผมว่าอันนี้จะยิ่งเป็นปัญหาที่หนักกว่าเดิม”

อรรถพลกล่าวว่าปัจจุบันผู้เรียนได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลังจากเรียนออนไลน์ พวกเขามีทักษะในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันก็คุ้นชินกับการสื่อสารผ่านการพิมพ์มากกว่าพูด เกิดภาวะห้องเรียนเงียบกว่าปกติ มีภาวะความเครียดและบุคลิกภาพที่ไม่เหมือนเดิม เช่น เด็กมหาวิทยาลัยมีความโกรธมากขึ้นและหมดความรู้สึกยึดโยงกับสถาบันของตัวเองกันมากขึ้น เนื่องจากสิ้นหวังกับการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยภายใต้สถานการณ์โควิด เป็นต้น

สำหรับประเด็นการฟื้นฟูการเรียนรู้ อรรถพลเสนอให้มีการเรียนการสอนซ่อมเสริมผ่านการจัดทำนโยบายจ้างงานบัณฑิตด้านคุรุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ที่ผ่านการฝึกสอนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และกำลังรอที่จะสอบบรรจุ เข้ามาเสริมทีมสำหรับโรงเรียนที่มีความจำเป็นที่จะต้องหาคุณครูเพิ่มเติมเพื่อประกบเด็กเป็นรายบุคคล โดยโครงการลักษณะนี้จะเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ทั้งกับผู้เรียนและกับบัณฑิตที่ยังว่างงาน

แม่บีในฐานะผู้ปกครองชวนตั้งคำถามกลับว่าหากจะหาทางออกด้านการศึกษา แนวทางนั้นกำลังทำเพื่อรักษาระบบการศึกษาหรือคนที่อยู่ในระบบการศึกษา หลายครั้งการกังวลว่าเด็กจะเรียนไม่ทัน เธอกลับอยากถามว่าสังคมกำลังกลัวไม่ทันอะไรในสถานการณ์ที่มีความยากลำบาก และมนุษย์จะต้องก้าวข้ามปัญหามากมายในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจว่าเด็กจะได้เรียนรู้อะไรจากสถานการณ์นี้

“learning loss ที่แท้จริง ไม่ใช่ learning loss จากระบบการศึกษา แต่กำลังเป็น learning loss ที่เราไม่เห็นคนที่กำลังลำบากหรือสถานการณ์ที่ทุกคนเผชิญทุกปัญหากันอยู่ตอนนี้”

แม่บีกล่าวว่าสิ่งที่ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐคือโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เช่น อินเทอร์เน็ตที่ควรจะกระจายให้เด็กทุกคนได้รับ และความร่วมมือระหว่างเครือข่ายทั้งภาครัฐ โรงเรียน ผู้ปกครอง เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันท่ามกลางความซับซ้อนของปัญหาการศึกษา

นอกจากนี้เธอยังเสริมว่าเทคโนโลยีจะเข้ามามีส่วนมากกับการศึกษาในอนาคต หากภาครัฐสนับสนุนทั้งโครงสร้างพื้นฐานอย่างที่กล่าวไปข้างต้น และสนับสนุนทุนในการพัฒนางานด้าน EdTech ในหัวข้อที่หลากหลาย ไม่ซ้ำกับการให้ทุนในอดีตหรือให้ทุนผลิตแพลตฟอร์มที่คล้ายกับแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้ว เมื่อรวมกับงานด้าน EdTech ที่สร้างสรรค์จากทั่วโลกก็จะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กๆ เข้าถึงการศึกษาที่ดีได้

ขยับมาที่ทีมผู้กำกับ วรรจธนภูมิกล่าวว่าสิ่งที่คนทำสื่อพอทำได้เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาการศึกษา คือการสื่อสารเรื่องนี้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะสื่อสารให้เห็นถึงเสียง ชีวิต และความเจ็บปวดของมนุษย์ที่เผชิญปัญหาทางการศึกษา เขามองว่านอกจากจะทำให้สังคมได้ตระหนักถึงปัญหา ยังเป็นการเสริมพลังให้คนที่เจอปัญหาเดียวกันไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

“ภาพรวมอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา จริงๆ แล้วผู้ที่รับผิดชอบสิ่งนี้อย่างภาครัฐ ไม่ค่อยมองคนในประเทศเป็นคนเท่าไหร่ ไม่ค่อยมองคนในประเทศเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ มีความทุกข์ยาก เลยรู้สึกว่าหน้าที่ในการทำสื่อคือจะต้องพูดประเด็นปัญหาเหล่านั้นผ่านความเป็นมนุษย์ โดยหนังทำหน้าที่เชื่อมโยงความรู้สึกร่วมของความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน” วรรจธนภูมิเชื่อว่าหากสังคมมีการพูดถึงประเด็นการศึกษาเยอะขึ้นจะนำไปสู่การขับเคลื่อนบางอย่างต่อไปในอนาคต

ขณะที่นภสินธุ์เสริมว่านอกจากการสื่อสารในฐานะคนทำสื่อ หัวใจหลักของเรื่องนี้อยู่ที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทางออกจึงเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ และการจัดสรรสวัสดิการให้เข้าถึงประชาชน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา

ประเด็นขบคิด – ชวนติดตามสารคดีโตมากับจอ

วงเสวนาช่วงท้ายผ่านคลับเฮ้าส์ ได้มีผู้ฟังได้ร่วมหยิบยกประเด็นที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งข้อสังเกตท่าทีขององค์กรด้านการศึกษาที่ไม่ช่วยสนับสนุนต่อการเรียนรู้ผู้เรียน เช่น การตอบแชทของ ทปอ. ต่อกรณีนักเรียนติดเชื้อโควิด ทำให้ไม่สามารถไปสอบได้ และตั้งข้อสังเกตถึงช่องทางที่ภาคประชาชนจะสะท้อนการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานการศึกษาโดยตรง

อรรถพลเห็นด้วยว่าเป็นโจทย์สำคัญในการมีช่องทางที่จะนำเสียงสะท้อนไปสู่หน่วยงานที่ทำงานด้านการศึกษา และองค์กรเหล่านี้จะต้องเข้าใจบทบาท เห็นอกเห็นใจคนที่กำลังเผชิญความทุกข์ด้านการศึกษา และเคารพในความเป็นมนุษย์ของผู้เรียน นอกจากนี้เขายังมองว่าการศึกษาจะยังต้องมีการจัดเพื่อให้เด็กจำนวนมากได้เข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ ไม่ใช่ปล่อยให้ปัจเจกดิ้นรนเข้าถึงการเรียนรู้ด้วยตัวเอง พร้อมย้ำว่าการมีประชาธิปไตยจะช่วยให้เสียงของคนมีความหมายต่อการทำงานของภาครัฐ

ภูมิศรัณย์กล่าวว่าได้รับประโยชน์จากการรับฟังผู้เข้าร่วมเสวนาและผู้ฟัง ในฐานะคนทำงานด้านการกำหนดนโยบาย เขาจะนำความเห็นไปใช้ในการทำงานผลักดันนโยบายด้านการศึกษาต่อไป

แม่บีทิ้งท้ายด้วยการตั้งคำถามเหมือนกับในสารคดีว่าอะไรคือสิ่งสำคัญระหว่างชีวิตกับคะแนน เธอย้ำว่าการศึกษาและการเรียนรู้สำคัญ แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ หากต้องการให้หลายชีวิตดำเนินไปได้ ควรจะนำชีวิตเป็นตัวตั้ง เพื่อให้เวลาครอบครัวและผู้เรียนได้แก้ปัญหาชีวิตก่อนที่จะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและการสอบวัดระดับกันอีกครั้ง

ขณะที่ทีมผู้กำกับ วรรจธนภูมิ, จิรเมธ และนภสินธุ์ ได้ฝากติดตามสารคดีโตมากับจอที่จะช่วยขยายเข้าใจปัญหาการศึกษาไทยที่กำลังเผชิญอยู่ให้ไปถึงผู้คนในวงกว้าง จิรเมธยังเสริมว่าในฐานะคนทำสื่อต้องการให้วงการสื่อไทยเปิดกว้างมากขึ้น ทั้งในแง่ของการมีสื่อใหม่ๆ มีสารคดีใหม่ๆ เพื่อให้สารคดีมีพื้นที่ในตลาด เพิ่มจำนวนบุคลากรที่ทำงานสารคดี และเนื้อหาคอนเทนต์ที่ดีมากขึ้น

ปิดท้ายที่วิว หนึ่งในตัวละครในสารคดีตอนที่ 2 Left Behind Dream ‘ฝากฝันไว้ข้างฝา’ ฝากติดตามรับชมสารคดีโตมากับจอ

“ในทุกเรื่องราวเป็นเรื่องจริงที่ไม่ได้ปรุงแต่ง เป็นชีวิตจริงๆ ของวิวเลย พอดูตัวเองในสารคดีแล้วเหมือนเราได้มองว่าในแต่ละวันเราเติบโตแบบไหนและกว่าเราจะผ่านมันมา เราต้องเจออะไรมาบ้าง การดูสารคดี ไม่ว่าจะเป็นของวิวหรือว่าของคนอื่น วิวคิดว่าจะได้แลกเปลี่ยนความคิดและความแตกต่างค่ะ”

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save