fbpx

‘ชนชั้นนำ-ระบบยุติธรรม-สถาบันกษัตริย์’: หนึ่งทศวรรษรัฐประหารและปฏิบัติการพาสังคมไทยย้อนอดีต

รัฐประหาร

วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 สังคมไทยเผชิญหน้ากับเหตุการณ์การรัฐประหารโดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แม้ในช่วงเวลานั้น คณะรัฐประหารจะกล่อมสังคมเพียงใดว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” แต่เวลาเหล่านั้นก็นานพอสำหรับการก่อร่างสร้าง ‘ระบอบประยุทธ์’ ขึ้นมาในสังคมการเมืองไทย ระบอบที่เปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในลักษณะที่ยากจะหวนกลับไปสู่เส้นทางของระบอบประชาธิปไตยปกติโดยง่าย

หลังการเลือกตั้งในปี 2566 หลายฝ่ายมองว่า ‘ระบอบประยุทธ์’ ปิดฉากลงไปเรียบร้อยแล้ว คำถามคือ มันเป็นจริงเช่นนั้นหรือตัวละครหน้าฉากเหล่านั้นเพียงกลับไปอยู่ข้างหลังฉากเวทีอีกครา และทำราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ส่วนประชาชนก็รับบทเป็น ‘ผู้ชม’ ที่เพียงต้องรับชมนาฏกรรมการเมืองไทยเรื่องนี้ให้ดำเนินต่อไป

ในวาระที่วันที่ 22 พฤษภาคม 2567 เวียนมาบรรจบครบปีที่ 10 นับเป็นโอกาสอันดีที่สังคมไทยจะหันกลับมามองเหตุการณ์นี้อีกครั้งและร่วมกันถอดบทเรียนอีกคราวว่า ตลอดหนึ่งทศวรรษรัฐประหารที่ผ่านมา สังคมไทยประสบอะไรมาบ้าง และเราเดินทางมาแสนไกลหรือกำลังถอยหลังกันไปอีกครั้งกันแน่

หมายเหตุ : เรียบเรียงเนื้อหาจากบางส่วนของงานเสวนา ‘1 ทศวรรษรัฐประหาร’ ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567

มรดกการรัฐประหารกับปฏิบัติการนำสังคมไทยย้อนกลับอดีต

สายชล สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มอธิบายจากบทความ ระบอบประยุทธ์ : การสร้างรัฐทหารและทุนนิยมแบบช่วงชั้น ของประจักษ์ ก้องกีรติ และวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่มุ่งอธิบายถึงรัฐไทยหลังการรัฐประหาร 2557 ว่าแตกต่างจากรัฐไทยหลังจากการรัฐประหาร 2549 อย่างมาก เนื่องจากคณะรัฐประหารขยายอำนาจและเข้าไปควบคุมองค์กรของรัฐ ตลอดจนเป็นพันธมิตรกับกลุ่มทุนใหญ่อย่างแนบแน่น

“ที่ผ่านมาชนชั้นนำไทยไม่ต้องการให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า จึงเกิดความตึงเครียดทางความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำไทยกับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชนชั้นนำไทยพยายามพาสังคมกลับไปสู่อดีตอีกครั้ง”

สายชลแสดงความคิดเห็นว่า หนึ่งในวิธีการที่รัฐนำมาใช้กับพลเมืองเพื่อให้ยอมรับการมีชีวิตเหมือนในอดีต นั่นคือ การทำให้ประชาชนเป็น ‘เด็กดี’ กล่าวโดยสรุปคือ หากพลเมืองมีจิตใจแบบไทยและปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีก็จะมีชีวิตที่สงบสุข แนวคิดดังกล่าวย่อมทำให้พลเมืองยอมอดทนต่อความทุกข์ยากและขยันในการทำงาน โดยไม่มีความคิดที่ทะเยอทะยาน ไม่โกรธและเรียกร้องจากรัฐและชนชั้นนำมากเกินไป

ปฏิบัติการทางวัฒนธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นหลังการรัฐประหารปี 2549 และ 2557 เห็นได้จากการปลูกฝังระบบคุณค่าแบบไทย ตลอดจนสร้างแบบแผนทางอารมณ์และความรู้สึกที่ถูกต้องผ่านระบบการศึกษา เช่น การสอนวรรณคดีอย่าง ‘อิเหนา’ ที่สะท้อนภาพแทนของสังคมที่แบ่งคนออกเป็นชนชั้นต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนยอมรับการแบ่งชนชั้นที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

นอกจากนี้ แม้แต่คำอธิบายเกี่ยวกับประชาธิปไตยก็ถูกตีความใหม่อีกครั้งในระบบการศึกษา อ้างอิงจาก คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประชาธิปไตย สำหรับครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่แปรเปลี่ยนความหมายของประชาธิปไตยให้กลายเป็นประชาธิปไตยแบบอนุรักษนิยม กล่าวคือทำให้ประชาธิปไตยไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง และอธิบายถึงคุณสมบัติของผู้นำว่าต้องเป็นคนดี มีอัธยาศัยใจคอที่ดีงาม และมีศีลธรรม

ทั้งนี้ สังคมไทยยังได้เห็นปฏิบัติการทางการเมืองที่เข้มข้นหลังรัฐประหาร 2557 คือ ‘การลบเลือนความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ 2475’ ไม่ว่าจะเป็นหมุดคณะราษฎรที่หายไป การเปลี่ยนชื่อสถานที่ต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคณะราษฎร สอดคล้องกับคำวินิจฉัย ‘คดีล้มล้างการปกครองฯ’ ของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 ที่เน้นย้ำว่า “อำนาจการปกครองเป็นของพระมหากษัตริย์มาโดยตลอดนับแต่ยุคสุโขทัย อยุธยา ตลอดจนกรุงรัตนโกสินทร์” สายชลมองว่า คำอธิบายดังกล่าวอธิบายราวกับว่าสังคมไทยไม่เคยเกิดการปฏิวัติ 2475 เสียด้วยซ้ำ

“คำถามที่สำคัญคือปฎิบัติการเหล่านี้ของรัฐและกลุ่มชนชั้นนำไทยประสบความสำเร็จหรือไม่ คำตอบคือน้อยมาก แม้หลายคนเป็นส่วนหนึ่งของรัฐหลังการรัฐประหารผ่านโครงการต่างๆ แต่ประชาชนเหล่านี้กลับเลือกพรรคก้าวไกล หากอิงจากตัวเลขการบริจาคภาษีที่สะท้อนความคิดของกลุ่มชนชั้นกลางในสังคมพบว่า พรรคก้าวไกลได้เงินมากกว่าพรรคที่อ้างอุดมการณ์อนุรักษนิยมกว่า 4 เท่า สะท้อนว่าระบบคุณค่า อารมณ์ และความรู้สึกของชนชั้นกลางไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

“คำอธิบายจากอุดมการณ์อนุรักษนิยมไม่สอดคล้องและไม่ตอบโจทย์กับชีวิตและสังคมที่เปลี่ยนไป จนทำให้ผู้คนรู้สึกว่าคำอธิบายเหล่านั้นไม่น่าเชื่อถือ ไม่ใช่ว่าฝ่ายอนุรักษนิยมไม่มีปัญญาชนเก่งอย่างหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เพียงแต่สังคมไทยเปลี่ยนเสียจนไม่มีใครสามารถทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมเชื่อไปในทิศทางเดียวกันได้อีกต่อไป” สายชลกล่าว

แม้ว่าช่วงปี 2548-2557 ชนชั้นกลางมีบทบาททางการเมืองอย่างมากต่อการรัฐประหารทั้งสองครั้ง แต่ความเปลี่ยนแปลงทางความคิดและอุดมการณ์ของชนชั้นกลางตลอดทศวรรษที่ผ่านมาสะท้อนแล้วว่า ความคิดของชนชั้นกลางไทยไม่เคยหยุดนิ่ง กลับมีพลวัตอย่างต่อเนื่อง ทว่าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ชนชั้นนำไทยหลังการรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา กลับไม่ปรับตัวเพื่อเดินไปข้างหน้า แต่เลือกพาสังคมกลับสู่อดีตอีกครั้ง ส่งผลให้เกิดเป็นปัญหาทางการเมืองในสังคมไทย

‘ด้วยเกียรติแห่งพระราม’: สำรวจพลวัตของกฎหมายกับเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ไทย

“หลายท่านคงเคยได้ยินคำว่า ‘สภาวะหลังอาณานิคม’ ซึ่งหมายถึงการสร้างความรู้และความจริงบางประการเพื่อทำให้ระบบอำนาจสามารถควบคุมผู้คนในสังคมนั้นได้ ผมคงกล่าวได้เช่นกันว่าสังคมไทยก็กำลังดำรงอยู่ใน ‘สภาวะหลังการรัฐประหาร’ ซึ่งมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน”

ดร.กฤษณ์พชร โสมณวัตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มต้นอธิบายสภาวะหลังรัฐประหารที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมาว่า หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เห็นอย่างเด่นชัดคือ ‘ระบบของกฎหมายว่าด้วยพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ไทย’ ที่รัฐประหาร 2557 เปลี่ยนกฎหมายกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

หากกล่าวถึงประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ไทย คงหลีกหนีที่จะกล่าวถึงมาตรา 112 ไม่ได้ กฤษณ์พชรแสดงความคิดเห็นว่า แม้มาตรา 112 ถูกบัญญัติและบังคับใช้มาเป็นระยะเวลานาน แต่นิยามของกฎหมายกลับไม่เคยนิ่งและชัดเจน ในช่วงแรกสังคมนิยามว่าเป็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ต่อมานักกฎหมายหลายท่านก็เรียกว่าเป็นกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ แต่ทั้งสองความหมายนี้กลับไม่ครอบคลุมและไม่ชัดเจน

ทว่า จากมุมมองของกฤษณ์พชร กฎหมายที่ว่าด้วยพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่เพียงในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เท่านั้น แต่กฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองพระเกียรติยศกลับแทรกซึมและเชื่อมโยงกันอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับอื่นๆ ด้วย กล่าวคือ แม้กฎหมายเหล่านั้นไม่ได้มีวัตถุประสงค์โดยตรง แต่หลายครั้งหลายครากฎหมายเหล่านั้นก็ถูกนำมาบังคับใช้เพื่อคุ้มครองพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ‘พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551’ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ ‘พระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2559’ ที่แม้บัญญัติถึงความมั่นคงโดยรวม แต่ส่วนหนึ่งความมั่นคงก็แปลความถึงความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยเช่นกัน

“หลายคดีที่อาจไม่เข้าองค์ประกอบความผิดของมาตรา 112 ฝ่ายความมั่นคงก็ฟ้องพวกเขาด้วยมาตรา 116 หรือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แทน ซึ่งกฎหมายเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองพระเกียรติยศ แต่ก็ถูกนำมาใช้ในจุดประสงค์ดังกล่าว กฎหมายประเภทนี้ผมเรียกว่า ระบบกฎหมายที่ถูกใช้เพื่อคุ้มครองพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์”

กฤษณ์พชรอธิบายว่า สังคมไทยอยู่ภายใต้คติที่เกี่ยวกับพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ไทยมาตลอด และคติดังกล่าวก็สัมพันธ์กับสถาบันอื่นๆ ของสังคมไทยด้วย เช่น พระมหากษัตริย์ไทยเป็นที่มาของความยุติธรรม หลายครั้งเราจึงเห็นผู้พิพากษาจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่า ‘ตนกำลังปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์’ อีกทั้งตราสัญลักษณ์ของสำนักงานศาลยุติธรรมซึ่งประกอบด้วย พระมหาพิชัยมงกุฎครอบอยู่เหนืออุณาโลม (หมายถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) และดอกบัวทั้ง 9 ดอก (หมายถึง รัชกาลที่ 9) สะท้อนความหมายออกมาอย่างเด่นชัดว่า ‘ความยุติธรรมของประเทศไทยมาจากองค์พระมหากษัตริย์’

ตราสัญลักษณ์ของสำนักงานศาลยุติธรรม

นอกจากนี้ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยยังบัญญัติไว้อีกว่า ‘พระมหากษัตริย์ทรงดํารงตําแหน่งจอมทัพไทย’ ย่อมสะท้อนว่าเกียรติภูมิของสถาบันพระมหากษัตริย์สัมพันธ์และผูกติดกับเกียรติภูมิของกองทัพไทย

อีกทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยมีบทบาทในทางเศรษฐกิจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมการเงิน อุตสาหกรรมภาคพลังงาน จนไปถึงอุตสาหกรรมภาคเกษตร ย่อมสัมพันธ์และผูกติดกับบรรดาผู้ค้าทางธุรกิจที่ดำรงอยู่ในฐานะเครือข่ายพระมหากษัตริย์อีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็นมิติเศรษฐกิจ ความยุติธรรม หรือความมั่นคง เห็นได้ว่าพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ไม่ได้อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียว แต่อำนาจเหล่านั้นกลับถูกแบ่งสรรปันส่วนไปสู่ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และศาสนา เพื่อให้เหล่าชนชั้นนำทั้งหลายสามารถดำรงสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของเครือข่ายต่อไป

ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนว่ามาตรา 112 เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของระบบกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองพระเกียรติยศ กล่าวคือแม้มีการแก้ไขมาตรา 112 ได้ แต่ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นก็ไม่สูญสิ้นไป หากสังคมไม่ได้พิจารณาในภาพรวมเกี่ยวกับระบบกฎหมายควบคู่กันไปด้วย

“สภาวะหลังการรัฐประหารเป็นเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้พรมแดนของระบบกฎหมายที่ถูกใช้เพื่อคุ้มครองพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์เด่นชัดมากขึ้น สังคมไทยได้เห็นความเสื่อมและถดถอยของนิติวิธีทางกฎหมายอาญา และมาตรา 112 ก็ถูกบังคับใช้เกินกว่าหลักการของกฎหมายไปมาก ไม่ว่าจะเป็นการตีความและขยายความจากตัวบทกฎหมาย ตลอดจนการละเลยสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว”

คำถามที่สำคัญอย่างยิ่งคือ หากในวันนี้ศาลไม่ได้พิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ตามความหมายของตัวอักษรที่ถูกบัญญัติไว้ แล้วพวกเขาใช้ความหมายตามหลักการใดเพื่อพิจารณาว่าการกระทำรูปแบบไหนที่กระทบต่อพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ไทย –  คำตอบของกฤษณ์พชร คือ ‘อุดมคติแบบพระราม’

‘พระราม’ เป็นหนึ่งในตัวละครเอกของรามเกียรติ์ ซึ่งอีกด้านหนึ่งพระรามก็เป็นพระนารายณ์อวตารลงมากำเนิดเป็นพระราชโอรสแห่งกรุงอโยธยา หากย้อนไปสำรวจประวัติศาสตร์ของไทยพบว่า เรื่องราวของพระรามและรามเกียรติ์อยู่คู่กับการปกครองของไทยมาอย่างช้านาน ตั้งแต่สมัยอยุธยาที่ตั้งชื่อเมืองว่า ‘เมืองอโยธยา’ ซึ่งเลียนมาจากเมืองในเรื่องรามเกียรติ์ หรือการใช้คำว่า ‘รามาธิบดี’ เป็นพระนามของปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ตลอดจนการเรียกแทนพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีว่า ‘King Rama’

กฤษณ์พชรอธิบายต่อว่า พระรามกลายเป็นภาพแทนอันอุดมคติของกษัตริย์ผู้ทรงธรรมที่ยึดมั่นในหน้าที่ของตน มีเมตตา รักมั่นต่อนางสีดาผู้เดียว โดยศาสนาฮินดูเชื่อว่าพระรามคือเทวดาซึ่งอวตารลงมาเป็นมนุษย์ ย่อมเป็นเรื่องปกติว่า เกียรติยศของพระรามจึงแตกต่างจากเกียรติยศของบุคคลทั่วไป

“หากสังคมอยากเข้าใจประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มากขึ้น ต้องไปให้พ้นจากวิธีคิดและกรอบของเสรีนิยมประชาธิปไตย แต่ต้องเข้าใจความเป็นไทยและคติที่ยึดถือ ความเข้าใจดังกล่าวทำให้เราเห็นความหมายที่แท้จริงของกฎหมาย”

กฤษณ์พชรสรุปว่า นอกจาก ‘ความศักดิ์สิทธิ์แบบพระราม’ จะมอบอำนาจและพระเกียรติยศแก่พระมหากษัตริย์ แต่ในทางกลับกัน อุดมคติดังกล่าวก็สร้างภาระมหาศาลแก่สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยด้วยเช่นกัน เนื่องจากพระรามเป็นภาพแทนของมนุษย์อุดมคติ นับเป็นเรื่องยากที่ใครสามารถทำได้ ส่งผลให้ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยจึงไม่ได้อยู่ในกรอบของความคิดแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์บนกรอบความคิด ‘อุดมคติแบบพระราม’ ด้วย

“การรัฐประหารแต่ละครั้งสร้างความวุ่นวายทางการเมือง จนทำให้พระวิษณุต้องอวตารลงมาเพื่อปกครองและสร้างความสงบสุข แต่ทุกครั้งที่พระวิษณุต้องอวตารลงมาเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองหลังการรัฐประหารย่อมเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเช่นกัน

“ถึงที่สุดแล้วสภาวะหลังการรัฐประหารที่ต้องใช้อำนาจพิเศษเพื่อรักษาอำนาจของคณะรัฐประหาร และเกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่อิงกับอำนาจพิเศษอย่างมาก ทั้งหมดนี้เซาะกร่อนบ่อนทำลายอุดมคติแบบพระรามโดยตรง” กฤษณ์พชรกล่าว

มืดมนอนธการ : การก่อร่างของ ‘รัฐบรรษัท’ ใหม่ภายใต้การเมืองไทยหลังรัฐประหาร

ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉายภาพของการเมืองไทยหลังการรัฐประหารปี 2557 ผ่านคำว่า ‘มืดมนอนธการ’ ซึ่งสำหรับเขา คำดังกล่าวสามารถแปลความหมายออกมาได้สองแบบ ประกอบด้วย ‘มืดมนจนมองไม่เห็นอนาคตที่ปรารถนา’ และ ‘มืดมนจากความมืดบอดทางปัญญา’

สำหรับความหมายแรกอย่าง ‘มืดมนจนมองไม่เห็นอนาคตที่ปรารถนา’ อรรถจักร์ชี้ว่าจากผลการเลือกตั้งปี 2566 สะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาของสังคมไทยที่ต้องการระบอบการเมืองประชาธิปไตย พลเมืองต่างมีสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน รัฐต้องเป็นผู้รับรองสิทธิของพลเมือง ตลอดจนสร้างความเสมอภาคในทางเศรษฐกิจ แต่เขากลับมองว่าตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ความปรารถนาของสังคมไทยกลับไม่เคยเกิดขึ้นเลย

“ผลจากการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญของสังคมไทย กล่าวคือเดิมทีชนชั้นนำไทยไม่ได้เกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น แต่หลังการรัฐประหารชนชั้นนำไทยรวมตัวและเปลี่ยนแปลงรัฐไทยให้กลายเป็น ‘รัฐบรรษัท’ ในลักษณะใหม่ (Neo-Corporatist State) ซึ่งมีมิติอำนาจนิยมที่สูงมากขึ้น”

อรรถจักร์อธิบายเพิ่มเติมว่า แนวความคิดเรื่อง ‘รัฐบรรษัท’ เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานและมักถูกใช้เพื่ออธิบายและทำความเข้าใจการเกิดขึ้นของพรรคฟาสซิสต์แห่งชาติของเบนิโต มุสโสลินี มาจนถึงปัจจุบันนี้แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นเครื่องมือเพื่อทำความเข้าใจการเมืองของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะการเมืองไทย

‘รัฐบรรษัท’ เกิดขึ้นจากเครือข่ายชนชั้นนำไทยที่ครองอำนาจพยายามปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพลเมือง เพื่อรักษาอำนาจของชนชั้นนำไว้ผ่านการทำให้ความคิดของพลเมืองที่แบ่งแยกเป็นชนชั้นหายไป โดยมุ่งเน้นให้ผู้คนทุกกลุ่ม ทุกสถานะ ทุกชนชั้นมีสำนึกส่วนรวมมากขึ้น ทั้งนี้แนวคิด ‘รัฐบรรษัท’ ถูกนำมาใช้ในระยะแรกโดยให้ชนชั้นนำปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เพื่อต่อสู้กับการขยายตัวของแนวคิดคอมมิวนิสต์ แต่ต่อมารัฐบรรษัทเกิดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องค้ำยันความเหลื่อมล้ำให้ยังคงดำเนินต่อไป

“สังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนรูปของรัฐครั้งสำคัญในยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เห็นได้จากการผนวกรวมกันอย่างชัดเจนของกลุ่มทุนบริษัทใหญ่และระบบราชการ

“รัฐบรรษัททำให้พลเมืองที่อยู่ภายใต้ผู้ปกครองกลายเป็นพลเมืองผู้สยบยอม ไม่ว่าจะเป็นโครงการต่างๆ ของรัฐไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา ล้วนต้องการทำให้พลเมืองมีส่วนร่วมในรัฐ แต่พลเมืองเหล่านั้นต้องไม่เป็นผู้ที่ต่อต้านรัฐ”

อรรถจักร์แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า ความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้กลุ่มทุนและรัฐกลายเป็นเนื้อเดียวกันเช่นนี้ ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ของประเทศอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หรือโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) กล่าวคือทำให้พื้นที่และทรัพยากรของประเทศกลายเป็นผลประโยชน์แก่บรรษัท อีกทั้งเปลี่ยนพลเมืองให้ยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างโดยดุษฎีแลดุษณีภาพ

“รัฐบรรษัทจะสร้างภาพลวงตาให้ทุกคนเชื่อว่ามีโอกาสเติบโตขึ้น แต่การผลิตของชาวบ้านก็ตกไปอยู่ภายใต้ธุรกิจของทุนใหญ่ และพลเมืองกลายเป็นเพียงแรงงานในภาคการผลิตของกลุ่มทุนและรัฐ

หากคุณย้อนกลับไปอ่านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีอีกครั้ง แผนนี้ไม่ใช่เรื่องตลกเลย แต่เป็นโปรเจกต์การเมืองที่กลุ่มชนชั้นนำไทยผู้สนับสนุนการรัฐประหารตกตะกอนความคิด ความปรารถนาและวางแผนเพื่อจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐและสังคมไทยใหม่ ทั้งด้านอำนาจทางการเมือง อำนาจทางเศรษฐกิจ อำนาจทางสังคม และท้ายที่สุดเพื่อจัดตั้งรัฐบรรษัทในสังคมไทยขึ้นมา”

แนวคิดของรัฐบรรษัทในสังคมไทยสถาปนาขึ้นภายใต้ ‘ฉันทมติภูมิพล’ และถูกตกผลึกในช่วงทศวรรษหลังการรัฐประหาร อีกทั้งยังเห็นอำนาจทางวัฒนธรรมของสถาบันกษัตริย์เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน และเกิดแนวความคิดเรื่อง ‘อุดมคติสูงสุด’ ในสังคมเพื่อให้พลเมืองยอมทำตามอำนาจทางวัฒนธรรม เช่น เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่กลายเป็นระบบทางวัฒนธรรมที่ฝังอยู่ในหัวใจของประชาชนและข้าราชการ

นอกจากนี้ รัฐบรรษัททำให้ระบบของรัฐกลายเป็นฐานสร้างความชอบธรรมให้แก่การกระทำของรัฐเอง ในขณะเดียวกันพลเมืองที่พยายามอยู่นอกอำนาจของรัฐและไม่สยบยอมต่ออำนาจ กลายเป็นชีวิตที่พบกับความไม่แน่นอนและรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากแนวคิดดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความสยบยอมของพลเมืองเป็นสำคัญ

อีกความหมายของคำว่า ‘มืดมนอนธการ’ คือ ‘มืดมนจากความมืดบอดทางปัญญา’ อรรถจักร์เริ่มจากการตั้งคำถามว่า ท่ามกลางสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผู้คนมักเริ่มมองว่าชนชั้นนำยังคงพยายามรักษาโครงสร้างทางอำนาจแบบเดิมนั้น เป็นการสะท้อนว่าพวกเขามองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง เขาจึงตั้งคำถามว่า ชนชั้นนำไทยไม่รู้ ไม่เห็น และไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมจริงหรือ

“แม้ชนชั้นนำไทยมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่พวกเขาก็เห็นอยู่ในระดับที่ชนชั้นนำไทยสามารถควบคุมได้ผ่านการใช้กำลังและความรุนแรงเพื่อกำราบ ดังนั้นมันจึงเป็นการปิดกั้นทางสติปัญญาในการหาทางออกอื่นๆ

“การนำคุณทักษิณกลับบ้าน เป็นตัวอย่างที่ทำให้สังคมไทยเห็นว่าชนชั้นนำไทยพยายามคิดและหาวิธีเพื่อจรรโลงโครงสร้างทางอำนาจแบบเดิม เพียงแต่ในช่วงเวลาที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันจากผลการเลือกตั้งและชนชั้นนำก็มองไม่เห็นผู้นำที่มาจากเลือดเนื้อของกลุ่มตนเอง พวกเขาจึงเลือกใช้คุณทักษิณเป็นเหมือนไพ่ หากถามว่าวิธีดังกล่าวสามารถใช้ได้ผลหรือไม่ ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่ชนชั้นนำไทยต้องประเมินต่อไป”

อรรถจักร์เสนอว่า ไม่ว่าสังคมมองผู้นำอย่างเศรษฐา ทวีสิน อย่างไร แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของรัฐครั้งนี้ เศรษฐา ทวีสินเป็นผู้นำที่เป็นตัวแทนของบรรษัทได้อย่างดี และการเข้ามาสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเขาก็เกิดขึ้นภายใต้ความเห็นพ้องในระดับหนึ่งของเครือข่ายชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ

“ที่ผ่านมา ชนชั้นนำไทยประเมินความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยน้อยกว่าที่ควร ส่งผลให้เกิดความมืดมนเพราะความมืดบอดทางปัญญาของชนชั้นนำเอง แต่เมื่อไหร่ที่พวกเขาสามารถสถาปนารัฐบรรษัทในสังคมได้แล้ว ผมได้แต่ภาวนาว่าชนชั้นนำจะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมภายใต้การเปลี่ยนรูปรัฐเช่นนี้ เพราะพวกเขาเองก็กำลังอยู่ในช่วงจังหวะของความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเช่นกัน

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยวันนี้จึงเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งอย่างมาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่เปลี่ยนรูปแบบของรัฐจนเกิดเป็น ‘รัฐบรรษัท’ ที่ทำให้ทุกคนกลายเป็นพลเมืองผู้สยบยอม สังคมไทยต้องจับตากันต่อไปและคิดต่อว่าจะต่อรองกับรูปแบบรัฐเช่นนี้อย่างไร” อรรถจักร์กล่าวทิ้งท้าย

MOST READ

Thai Politics

3 May 2023

แดง เหลือง ส้ม ฟ้า ชมพู: ว่าด้วยสีในงานออกแบบของพรรคการเมืองไทย  

คอลัมน์ ‘สารกันเบื่อ’ เดือนนี้ เอกศาสตร์ สรรพช่าง เขียนถึง การหยิบ ‘สี’ เข้ามาใช้สื่อสาร (หรืออาจจะไม่สื่อสาร?) ของพรรคการเมืองต่างๆ ในสนามการเมือง

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

3 May 2023

Politics

23 Feb 2023

จากสู้บนถนน สู่คนในสภา: 4 ปีชีวิตนักการเมืองของอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล

101 ชวนอมรัตน์สนทนาว่าด้วยข้อเรียกร้องจากนอกสภาฯ ถึงการถกเถียงในสภาฯ โจทย์การเมืองของก้าวไกลในการเลือกตั้ง บทเรียนในการทำงานการเมืองกว่า 4 ปี คอขวดของการพัฒนาสังคมไทย และบทบาทในอนาคตของเธอในการเมืองไทย

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์

23 Feb 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save