fbpx

ย้อนรอย 10 ปี รัฐประหาร 2557: ถอดบทเรียนทศวรรษที่หายไปภายใต้เผด็จการทหาร

หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย ประเทศไทยก็ประสบกับรัฐประหารมากกว่า 13 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง ความขัดแย้ง หรือการรัฐประหารกลับกลายเป็นวังวนปกติอย่างไม่ควรเกิดขึ้น

ทั้งนี้ การรัฐประหารในปี 2557 นับเป็นการรัฐประหารที่สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศ อีกทั้งยังวางกลไกอันแยบยลภายในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายและหัวใจสำคัญของระบอบการปกครองในประเทศ การรัฐประหารครั้งนี้ส่งผลให้ประเทศไทยถูกแช่แข็งไปหนึ่งทศวรรษเต็ม และสูญเสียโอกาสมากมายทั้งมิติเศรษฐกิจ มิติการเมืองและมิติสังคม

101 ชวนถอดบทเรียนอีกครั้งเพื่อทำความเข้าใจทศวรรษที่หายไปภายใต้เผด็จการทหาร กับวงสนทนา 101 Public Forum ร่วมพูดคุยกับ รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดยอินทร์แก้ว โอภานุเคราะห์กุล กองบรรณาธิการ The101.world

YouTube video

ย้อนวันวาน ‘รัฐประหาร 2557’ : มรดกอัปยศในทศวรรษที่สูญหาย

แม้ว่าการรัฐประหาร 2557 จะไม่ใช่การรัฐประการครั้งแรกในสังคมไทย แต่ในฐานะผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่อย่าง ประจักษ์ ก้องกีรติ ชี้ว่าจุดมุ่งหมายของการรัฐประหาร 2557 แตกต่างจากการรัฐประหารในอดีตอย่างมาก

เนื่องจากการรัฐประหารครั้งก่อนหน้าของไทยมักมีสาเหตุหลัก 2 ประการ ประกอบด้วย หนึ่ง – ความขัดแย้งในกองทัพ ส่งผลให้ผู้นำกองทัพจึงทำรัฐประหารแย่งชิงอำนาจกัน สอง – กองทัพไม่พอใจรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง มองว่าตนเองสูญเสียอำนาจภายใต้โครงสร้างใหม่จึงทำรัฐประหารเพื่อแย่งชิงอำนาจมา

ทว่า การรัฐประหาร 2557 เป็นเหมือนภาคต่อของการรัฐประหาร 2549 เนื่องจากการรัฐประหาร 2549 ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหลักของชนชั้นนำได้ อีกทั้งความขัดแย้งที่เหมือนเป็นชนวนการรัฐประหารก็ไม่ได้มาจากความขัดแย้งระหว่างผู้นำกองทัพหรือกองทัพไม่พอใจรัฐบาลพลเรือน แต่ความขัดแย้งมาจาก ‘ความรู้สึกกลัว’

“การรัฐประหารทั้งสองครั้งเกิดขึ้นเพราะ ชนชั้นนำรู้สึกไม่มั่นคงต่อสถานะอำนาจของตนเอง โดยมีโจทย์หลักคือ การเปลี่ยนผ่านรัชสมัย” ประจักษ์กล่าว

เนื่องจากชนชั้นนำมองว่าสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสังคมไทยกำลังสั่นคลอน และในฐานะผู้พิทักษ์ระบอบอย่าง ‘กองทัพ’ จึงไม่สามารถปล่อยให้เกิดสภาวะดังกล่าวได้ อีกทั้งชนชั้นนำต้องการให้การเมืองเปลี่ยนผ่านไปอย่างราบรื่น

ในมุมมองของประจักษ์ชี้ว่าทั้งการรัฐประหารปี 2549 และ 2557 เป็นการรัฐประหารในบริบทของการเปลี่ยนผ่าน กล่าวคือชนชั้นนำมีความหวาดกลัวเป็นแรงผลักดันมากกว่าการแย่งชิงผลประโยชน์ ดังนั้นทหารไม่ได้ทำเพื่อกองทัพ แต่เพื่อจุดประสงค์ใหญ่กว่านั้น สำหรับเขา การรัฐประหาร 2557 เป็นการรัฐประหารที่ ‘เตรียมการมาอย่างดี’ และสังคมดูเบาความสามารถในการออกแบบกลไกต่างๆ ของชนชั้นนำมากเกินไป ทั้งนี้ เครื่องมือที่ชนชั้นนำใช้มี 3 เครื่องมือหลัก ได้แก่ การปราบปราม (repression), การออกแบบสถาบัน (institutional design), การผนึกกำลัง (co-optation)

เครื่องมือแรกคือ ‘การปราบปราม’ ซึ่งหมายรวมทั้งความรุนแรงทางกายภาพและความรุนแรงจากการบังคับใช้กฎหมาย กล่าวคือในช่วงหลังการรัฐประหาร 2557 มีการลดการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ แต่เปลี่ยนมาเป็นการบังคับใช้กฎหมายดําเนินคดีกับประชาชนเพื่อจํากัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกแทน เนื่องจากท่ามกลางค่านิยมเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ลงหลักปักฐานมากขึ้นและสื่อมวลชนล้วนจับตาสถานการณ์

ต่อมาคือ ‘การออกแบบสถาบัน’ ซึ่งเป็นเหมือนบทเรียนจากการรัฐประหาร 2549 ที่ไม่สามารถออกแบบกติกาและสถาบันทางการเมืองเพื่อค้ำจุนอำนาจของคณะรัฐประหาร ส่งผลคณะรัฐประหาร 2557 จึงให้ความสำคัญต่อเครื่องมือดังกล่าวมากขึ้น เช่น รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกออกแบบกลไกเพื่อสืบทอดอำนาจอย่างแยบยล

แม้ว่าคณะรัฐประหารจะมีเครื่องมือในการกดปราบผ่านกฎหมาย และการออกแบบกติกาเพื่อค้ำจุนอำนาจแล้วนั้น แต่หากพวกเขาต้องการทำงานการเมืองอย่างราบรื่น จำเป็นต้องดึงให้ผู้คนหันมาสนับสนุนและร่วมมือกับระบอบให้มากที่สุด ดังนั้น เครื่องมือสุดท้ายที่ใช้คือ ‘การผนึกกำลัง’ กล่าวคือการดึงฝ่ายตรงข้ามมาเป็นพวก โดยไม่ใช้การปราบปราม แต่ใช้อํานาจหรือสินจ้างมาล่อแทน

“ระบอบรัฐประหารของ คสช. ใช้ทั้งสามเครื่องมือข้างต้นอย่างเข้มข้นและเกิดประสิทธิภาพอย่างมาก ดังนั้นสังคมจึงเห็นได้ว่าหลังประยุทธ์ จันทร์โอชาจะลงจากตำแหน่งไปแล้ว แต่เงาของประยุทธ์ก็ยังอยู่”

กับดักรัฐธรรมนูญ 2560

สำหรับ มุนินทร์ พงศาปาน เสนอว่าโจทย์ใหญ่ภายหลังการรัฐประหาร 2557 คือ การเปลี่ยนแปลงให้การรัฐประหารที่จากเดิมต้องใช้กำลังทหาร มาเป็นการใช้กลไกทางกฎหมายในการควบคุม และวางให้กลไกดังกล่าวดำเนินต่อไปได้ในอนาคต เห็นได้จากการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งสะท้อนเจตนาที่ชัดเจนของคณะรัฐประหาร หากมองย้อนไปในช่วงการรณรงค์เพื่อรับร่างประชามติ รัฐบาลก็พยายามชวนเชื่อว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะนำพาซึ่งความสงบสุข” อีกทั้งยังปิดกั้นประชาชนผู้เห็นว่าร่างดังกล่าวผิดปกติจากหลักการประชาธิปไตย

“ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา สังคมได้เห็นพลานุภาพของรัฐธรรมนูญ 2560 แล้วว่าเลวร้ายอย่างไร แต่ย้อนกลับไปในช่วงการโหวตประชามติ หลายคนกลับตัดสินใจ ‘รับไปก่อน’ โดยไม่คาดคิดว่าร่างฉบับดังกล่าวจะแอบซ่อนกลไกทางกฎหมายแบบที่เราเห็นทุกวันนี้ และกลไกทางกฎหมายหลายเรื่องก็เป็นกลไกที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน”

ดังนั้น รัฐธรรมนูญ 2560 จึงขาดความชอบธรรมตั้งแต่การรับร่างประชามติแล้ว เนื่องจากผู้คนตกอยู่ในสภาวะจิตใจไม่มั่นคงและถูกโน้มน้ามได้ง่าย การกระทำดังกล่าวนับว่าเป็นการกระทำอันมิชอบ ส่งผลให้การลงประชามติในครั้งนั้นควรที่จะเป็นโมฆียะหรือโมฆะไป

หากสำรวจกลไกที่ถูกแฝงฝังเหล่านี้นับว่าไม่ได้แปลกตาเกินไปสำหรับนักสำหรับนักกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือนักกฎหมายมหาชนที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ของประเทศไทยมาจากการนำระบบต่างๆ จากหลายประเทศมาปรับใช้ เพื่อให้ดูเหมือนมีความชอบธรรมและเป็นหลักสากล แต่ระบบที่นำมา กลับกลายเป็นอาวุธที่มีผลทำลายล้างสูง เช่น การร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเข้าไปวินิจฉัย การละเมิดสิทธิเสรีภาพอย่างไม่มีขอบเขต เนื่องจากในต่างประเทศมีระบบกลไกในการควบคุมการใช้หรือมีอำนาจสำหรับถ่วงดุล แต่สำหรับในประเทศไทย มุนินทร์กล่าวว่าไม่ต่างจาก “อยู่ในมือของโจร” กล่าวคือแทนที่จะนำมาใช้ปกป้องสิทธิเสรีภาพตามเจตนารมณ์ดั้งเดิม กลับกลายมาเป็นอาวุธที่ใช้ประหัตประหารสิทธิเสรีภาพของประชาชนเสียเอง

“โจทย์หลักของเขาคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้อำนาจอธิปไตยไร้ความหมาย ผ่านการใช้หลักการหรือกลไกที่เป็นที่คุ้นเคยอยู่แล้วในแวดวงนิติศาสตร์ต่างประเทศ เอามาปาดหน้าไว้ แต่ทั้งหมดเพื่อทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน”

กระนั้น มุนินทร์คิดว่าผู้ที่ออกมาต่อต้านและรณรงค์ไม่รับร่างอาจมองเห็นเค้าลางบางอย่างแล้ว แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้เห็นอย่างชัดเจน หรือแม้แต่ในหมู่คนที่เห็นก็ตาม คงไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดผลที่ร้ายแรงได้เช่นนี้ กลไกทุกอย่างถูกใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ระบบแบบนี้เรียกว่าระบบ rule by law กล่าวคือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือหลักในกระบวนการยุติธรรม

รวมถึงใช้คนในกลไก รัฐธรรมนูญ 2550 ที่มักถูกกล่าวว่าเกิดจากความที่ไว้เนื้อเชื่อใจในผู้พิพากษา แต่ตั้งแต่ปี 2557 มีการใช้นักกฎหมายทุกสาขา ไม่ได้จำกัดแค่ว่าต้องเป็นผู้พิพากษาเท่านั้น กล่าวได้ว่านักกฎหมายในภาคส่วนต่างๆ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกลไกที่ถูกวางไว้ในปี 60 

“นี่มันคือสิ่งที่สายเกินไปแล้วเมื่อเราตาสว่าง แต่จริงๆ ผมคิดว่ามันคงมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่ากำลังพยายามทำให้ระบบเป็นระบบที่หมกเม็ด ไม่โปร่งใส เป้าหมายที่แท้จริงคือ ทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนมีบทบาทในการเข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมืองการปกครองเลย” มุนินทร์กล่าว

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากพิษรัฐประหาร

แม้ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 จะทำให้หลายฝ่ายเกิดความเข้าใจว่า เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่ พิพัฒน์ เหลืองนิรมิตชัย ชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าประชาชนจะมองรัฐบาลทักษิณ หรือรัฐบาลจากรัฐธรรมนูญ 2540 อย่างไร แต่รัฐบาลเหล่านั้นก็เป็นรัฐบาลที่ใช้นโยบายนำ และมีภาระรับผิดชอบ (accountability) กล่าวคือเป็นการเอานโยบายมาขายประชาชนโดยตรง ซึ่งรัฐธรรมนูญยุคหลังหลังทําให้ accountability ของนโยบายเศรษฐกิจขาดหายไป

แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รัฐธรรมนูญจากรัฐประหารทิ้งไว้ให้มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย

ประเด็นแรก – ไม่มีพันมิตรทางเศรษฐกิจ กล่าวคือในช่วงยุคสมัยของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ราคาสินค้าเกษตรในระดับโลกปรับตัวดีขึ้น เศรษฐกิจไทยมีการเจริญเติบโตได้ดีหลังจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงสุดท้ายของเศรษฐกิจไทยที่เจริญเติบโตดี จนถึงจุดสูงสุดในปี 2558 จากนั้นก็ถดถอยลง

รวมถึงประชากรวัยทำงานก็ทยอยลดลง สมัยก่อนมักจะมีคำพูดว่า “ไทยคือฮับแห่งการลงทุน” แต่เมื่อกลายเป็นประเทศที่ประชากรทำงานแล้วไม่โต จากปัจจัยที่ตลาดเล็กลง จึงไม่มีการลงทุนเพื่อหาตลาดเพิ่ม และการขาดแคลนแรงงานก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“พูดอย่างง่ายคือ เราไม่ได้เนื้อหอมแบบที่เราเคยเป็นในช่วง 30 ปีก่อน ความน่าสนใจของประเทศเพื่อการลงทุนเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน อีกหนึ่งสิ่งคือความขัดแย้งของมหาอำนาจเข้มข้นมากขึ้น”

จากเดิมที่ประเทศไทยเคยเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ กลับกลายเป็นเข้าร่วมได้น้อยลง พิพัฒน์กล่าวว่า “ประเทศไทยยังโชคดีที่เรื่องของการท่องเที่ยวบูมขึ้นมาพอดีในช่วงนั้น เพราะภาคการผลิตและภาคการส่งออกอยู่ในช่วงขาลง แม้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของจีดีพีก็ไม่ได้โตเพิ่มขึ้น”

หลังปี 2558 ที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งภายในและภายนอก พิพัฒน์มองว่า สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มทําให้ความขัดแย้งของการแบ่งส่วนอํานาจต่างๆ มีปัญหามากขึ้น ประเทศไทยห่างเหินจากชาติตะวันตก รัฐประหาร 2557 ไม่ได้มีปัญหาจากการนำเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง แต่เป็นประเด็นของปัญหาการเมืองเป็นตัวตั้ง ฉะนั้น เศรษฐกิจถือเป็นผลภายหลัง โครงการปฏิรูปต่างๆ ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาหลังการรัฐประหาร กล่าวคือไทยไม่ได้คิดจะต้องเอียงข้างจีนตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร แต่พอยุโรปไม่คุยกับเรา อเมริกาไม่คุยกับเราในระยะแรก ส่งผลให้ประเทศไทยไม่มีตัวเลือก เช่น จะซื้ออาวุธก็ซื้อไม่ได้ จึงต้องไปเป็นพันธมิตรจีน จนมีปัญหาในทุกวันนี้ ทําให้ไทยเสียโอกาสในหลายเรื่อง ประเด็นเหล่านี้จึงมีต้นทุนเหมือนกัน

สิ่งที่ไทยถูกมองจากต่างประเทศคือ ประเทศไทยกลายเป็น ‘China+1’ หากมองในแง่ดีก็เหมือนกระจายความเสี่ยง เป็นมิตรทั้งชาติตะวันตกและจีน แต่พิพัฒน์กล่าวว่า “ปัญหาคือไม่มีใครเลือกเรา หากตะวันตกจะมองว่าใครคือพันธมิตร ไทยอาจจะอยู่ลำดับท้ายลงมา ในขณะที่จีนก็อาจจะมองว่าไทยไม่ได้เป็นพันธมิตรชิดใกล้อย่างแท้จริง ฉะนั้น เรื่องทางเศรษฐกิจจากการขยับตำแหน่งนั้นย่อมมีต้นทุน”

ประเด็นที่สอง – ภายหลังรัฐประหารมีนโยบายสนับสนุนทุนใหญ่มากขึ้น คณะรัฐประหารพยายามดึงพรรคพวกหรือกลุ่มคนเข้าหา จึงมีนโยบายหลายอย่างที่ไปสนับสนุนธุรกิจบางกลุ่ม และเกิดการแบ่งเค้กในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จนเห็นได้ชัดว่าทุนใหญ่ได้สัดส่วนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ค่อนข้างมาก

“รัฐบาลมักกล่าวว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ทุนไทยต้องแข็งแกร่ง เราต้องเป็นแบบแชโบลของเกาหลีหรือญี่ปุ่น แต่ความแตกต่างคือกลุ่มทุนในประเทศแถบนั้นเป็นกลุ่มทุนที่แข่งขันกับตลาดโลก พวกเขาผลิตรถยนต์ ผลิตเครื่องจักร ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ในขณะที่กลุ่มทุนไทยดูเหมือนว่าจะโตขึ้นได้จากการเป็นทุนผูกสัมปทานเพียงเท่านั้น”

การผูกขาดการเพิ่ม อำนาจทางตลาดของทุนใหญ่ก็เพิ่มขึ้น กลายเป็นว่าทุนเล็กหรือกลุ่มทุนที่เข้าไม่ถึงอำนาจเสียโอกาสในการเข้าถึงการแข่งขันไป

ประเด็นสุดท้าย – การตัดกระบวนระบอบประชาธิปไตยทำให้นโยบายในระยะเวลาที่ผ่านมาขาดช่วงไปและขาดความน่าเชื่อถือ เห็นได้ว่าทศวรรษที่สูญหายในทางเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องของสิ่งเหล่านี้ การลงทุนใหม่ไม่เกิด นโยบายเศรษฐกิจไม่เดินหน้า กระบวนการยุติธรรมไทยไม่เป็นที่เชื่อมั่น ทั้งหมดนี้ก็ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือในการลงทุนไป

นอกจากนี้ระบบศาลค่อนข้างสำคัญมากในทางเศรษฐกิจ หากศาลไม่สามารถสร้างความยุติธรรมได้ นักลงทุนจะรู้ได้อย่างไรว่าสัญญาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะถูกตัดสินอย่างเป็นธรรม ฉะนั้น การบังคับใช้กฎหมายก็กลายเป็นข้อจํากัดที่สําคัญเช่นกัน

“เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่อยู่ในการพิจารณาของการลงทุนใหม่เสมอ อาจจะเป็นต้นทุนด้านหนึ่งที่ทําให้นักลงทุนตัดสินใจลงทุน พวกเขาต้องคิดเรื่องพวกนี้มากขึ้น การรัฐประหารจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเสถียรภาพทางการเมืองอย่างเดียว แต่ส่งผลต่อเนื่องต่อนโยบายและความยุติธรรมของการบังคับใช้กฎหมายด้วย

ความน่าเชื่อถือที่หายไปกับปลายกระบอกปืน

ประจักษ์มองถึงความถดถอยของภาระรับผิดชอบว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย กล่าวคือนอกเหนือจากการเลือกตั้งที่ยุติธรรมแล้ว สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่ต่างกัน หากเราไม่สามารถทําให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงสิทธิเสรีภาพของเราทำงานอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ผู้มีอํานาจไม่ว่าจะเป็นองค์กรใดก็ตามพร้อมรับผิดชอบต่อประชาชนจะกลายเป็นเรื่องยาก หากทำไม่ได้แล้วประชาธิปไตยก็จะเหลือเพียงแค่รูปแบบ เป็นพิธีกรรม ไม่มีความหมายเท่าไรนัก

ฝ่ายชนชั้นนำกลัวประชาธิปไตย โดยเฉพาะประชาธิปไตยที่ผูกโยงกับประชาชน และการเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชน (popular democracy) จึงเกิดการสร้างวาทกรรมหนึ่งขึ้นมาว่า ‘ประชาธิปไตยเสียงข้างมากเป็นสิ่งเลวร้าย’

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 2557 คือ คณะรัฐประหารสร้างองค์กรต่างๆ ขึ้น และเข้าไปกุมอํานาจด้วยตนเอง โดยไม่มีใครสามารถตรวจสอบถ่วงดุล รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์ได้ จึงกลายเป็น ‘เผด็จการเสียงข้างน้อย’ (tyranny of minority) แทน

“พรรคการเมืองรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อย่างน้อยยังถูกประชาชนลงโทษได้ด้วยการที่ ถ้าผลงานไม่ดี บริหารไม่ดี ก็ยากที่จะได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาในครั้งถัดไป การวิพากษ์วิจารณ์ก็ง่าย แต่ว่าองค์กรอิสระที่พูดถึง ยังไม่ต้องพูดถึงตัวพลเอกประยุทธ์ด้วยซ้ำ เมื่อทําผิดจะนำคนเหล่านี้มาลงโทษอย่างไร จะทําให้เขามี accountability ต่อสังคมได้อย่างไร เราจะเห็นว่าทําไม่ได้เลย”

การรัฐประหาร 2557 กลายเป็นว่าคนกลุ่มเล็กๆ มีอำนาจเหนืออธิปไตย ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น และประชาชนขาดศรัทธาต่อการเมืองในระบบมากขึ้น ซึ่งประจักษ์มองว่าสิ่งนี้เป็นภาวะที่อันตรายต่อสังคมไทยอย่างมาก

ขณะเดียวกัน ในฐานะนักกฎหมาย มุนินทร์ก็ขยายความถึงองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ว่าความน่าเชื่อถือและเชื่อมั่นถดถอยลงไปมาก พร้อมยกตัวอย่าง การเพิ่มบทบัญญัติเข้าไปกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีเขตอำนาจมากขึ้น ระบบร้องทุกข์ธรรมนูญ ให้ประชาชนที่รู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพของตัวเองได้รับการถูกละเมิดสามารถที่จะไปร้องศาลรัฐธรรมนูญได้เป็นรูปแบบที่เพิ่งเกิดขึ้น ซึ่งการบังคับใช้ของไทยทำให้เกิดข้อกังขาตามมา

“คดีโฮปเวลล์ที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 30 ปี เป็นตัวอย่างของการใช้อํานาจผ่านระบบร้องทุกข์ธรรมนูญเข้าไป กล่าวคือนักลงทุนต่างชาติมาลงทุนแล้วรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทั่งไปศาลปกครอง ไปศาลอนุญาโตตุลาการคดีชนะแล้ว กำลังจะได้ค่าเสียหายแต่ไม่ได้เพราะระบบร้องทุกข์ จึงไปที่ศาลปกครองสูงสุดต่อ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดก็ใช้ระยะเวลานาน จนกระทั่งได้คำพิพากษาสูงสุดของศาลแล้ว คิดว่าคดีมันน่าจะจบแล้ว แต่ก็ไม่จบเพราะหน่วยงานรัฐไปร้องศาลรัฐธรรมนูญใหม่ คดีจึงวนเป็นมหากาพย์

“ผมถามว่ามีนักลงทุนคนไหนอยากจะมาลงทุนในประเทศที่มีระบบกฎหมายเช่นนี้ หากหน่วยงานของรัฐเป็นฝ่ายที่ต้องจ่ายค่าเสียหายเพราะตัวเองทําผิด แม้จะมีศาลไทยหรือคณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดว่าผิด แต่หน่วยงานเหล่านั้นก็ไม่อยากจ่าย ไม่อยากรับผิดชอบจึงใช้วิธีการเช่นนี้ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เปิดช่องให้อํานาจศาลรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง”

ประเด็นจึงถูกผูกโยงเข้ากับภาระรับผิดชอบที่หายไปของประเทศไทย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่กว้างขวางขึ้น เราเริ่มเห็นสัญญาณแล้วว่ามีการเปิดช่องอย่างอิสระให้ประชาชนทั่วไปเข้าร้องทุกข์ได้อยู่ตลอด และศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจในการที่จะประกาศว่าการกระทําของหน่วยงานรัฐ ไม่เว้นแม้กระทั่งศาลด้วยกันนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ และอาจไม่มีผลในทางกฎหมาย รวมถึงคดียุบพรรคการเมืองต่างๆ อีกด้วย 

“ถ้าเราไปพูดให้ให้ต่างชาติฟังจะถือเป็นเรื่องตลกที่สุด ในอดีตที่นายกรัฐมนตรีไปออกรายการโชว์ทํากับข้าวอแล้วต้องพ้นจากตําแหน่ง รวมถึงเรื่องไร้สาระที่เกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย เป็นผลมาจากการที่รัฐธรรมนูญเขียนให้อํานาจองค์กรอิสระจนทําให้เป็นเรื่องอําเภอใจ” มุนินทร์กล่าว

อํานาจเหล่านั้น ผู้บัญญัติเขียนไว้เพื่อให้ศาลมีดุลพินิจกว้างขวาง เขียนให้คลุมเครือ แล้วใช้คำว่าตามดุลยพินิจนสามารถตีความอย่างกว้างขวาง กระนั้น นักกฎหมายทราบกันดีว่า ต่อให้กฎหมายถูกเขียนไว้อย่างคลุมเครือแค่ไหน การใช้อํานาจยังต้องอยู่ภายใต้หลัก ‘นิติธรรม’ ในกระบวนการโปร่งใสเป็นธรรม และให้โอกาส ทว่าการตัดสินคดีต่างๆ โดยเฉพาะคดีทางการเมืองในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้กลับสอดรับกันหมด ทําให้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องภาระรับผิดชอบ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความโปร่งใส เพราะการใช้อำนาจที่ผ่านมาของคณะรัฐประหาร ส่งผลให้ประชาชนทำได้เพียงมองตาปริบ

หากมองผ่านตัวแทนทางภาคเศรษฐกิจอย่าง พิพัฒน์ ยังคงย้ำเรื่องของความน่าเชื่อถือจากนักลงทุนต่อประเทศไทยที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่นักลงทุนต่างพร้อมรับความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ที่พวกเขารับไม่ได้คือ การคาดเดาไม่ได้ (unpredictability) เช่น เมื่อมีการเลือกตั้ง หากเป็นประเทศอื่นจะสามารถคาดเดาผลลัพธ์จากคะแนนข้างมากได้ กล่าวคือพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมเยอะก็ควรจะได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาล หรืออย่างน้อยก็ต้องมีบทบาทในรัฐบาล ประชาชนจะได้คาดการณ์ว่าหากเกิดความนิยมเป็นแบบนี้ แนวโน้มนโยบายของพรรคที่นําเสนอจะนำพาประเทศไปในทิศทางใด แต่ประเทศไทยกลับไม่เป็นเช่นนั้น

การเดาไม่ได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกเป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ รวมถึงกฎหมายที่คลุมเครือ และการให้อำนาจองค์กรอิสระยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยอาจเป็นประเทศที่ความเสี่ยงทางการตลาดสูงระดับแถวหน้าเลยก็ว่าได้ ซึ่งถือประเด็นที่สําคัญและกระทบกับเศรษฐกิจอย่างมาก

สะสางมรดกรัฐประหารด้วยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เกิดวาทกรรมการสลายขั้วจากพรรคเพื่อไทยที่ได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับสอง ก่อนจะหันไปจับมือกับพรรคจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เพื่อขึ้นเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงสร้างความไม่พอใจเป็นวงกว้างว่าเป็นการจับมือกันของฝ่ายอนุรักษนิยมไทย การเมืองเช่นนี้อาจนำสู่หน้าประวัติศาสตร์ใหม่คือ การต่อสู้กันระหว่างพรรคอนุรักษนิยมกับเสรีนิยม และการชำระมรดกจากรัฐประหารที่อาจยากขึ้นไปอีกเมื่อำนาจยังคงตกอยู่กับขั้วเก่า

มุนินทร์เป็นคนแรกที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ เขาเสนอว่าประเทศไทยผ่านจุดที่มีโอกาสสะสางร่องรอยของการรัฐประหารไปแล้วคือ รัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งท้ายสุดก็ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างกลไกรัฐประหารผ่านองค์กรอิสระ คงไว้ซึ่งอำนาจของกองทัพ ดังนั้นในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคที่ถูกมองว่าเป็นเสรีนิยมอย่าง พรรคเพื่อไทยและก้าวไกลจึงเป็นความหวังอย่างมากของประชาชน คล้ายกับสถานการณ์ของประเทศเกาหลีใต้ก่อนมีประชาธิปไตยที่มั่นคงอย่างทุกวันนี้คือสองพรรคใหญ่ร่วมรัฐบาลและร่วมกันเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ แม้ว่าจะอยู่ขั้วตรงข้ามกันก็ตาม

สำหรับสังคมไทย แม้จะเกิดการข้าม แต่มุนินทร์มองว่าการปฏิรูปหรือแก้รัฐธรรมนูญดูจะเป็นวาระสำคัญของทั้งสองพรรคมาตั้งแต่ต้น และสังคมไทยเกิดการตื่นรู้แล้วว่า เราสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการกำจัดเผด็จการ และฟื้นฟูหลักนิติธรรม แม้จะใช้เวลานานแต่เขาคิดว่ามันเกิดขึ้นได้

“พรรคเพื่อไทยเองยังไม่มีความแน่นอนชัดเจนกับนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ หลายคนอาจจะไม่เชื่ออีกแล้วด้วย แต่ถ้าคิดในแง่บวก พรรคแกนนํารัฐบาลอาจจะใช้เวลาสักกระยะหนึ่งในดูว่านโยบายเหล่านั้น จะทําอย่างไรเพื่อให้เป็นจริงได้บ้าง ผมก็ยังเชื่อและมีความคาดหวังจากนักการเมืองที่เป็นรัฐบาลในขณะนี้”

มุนินทร์กล่าวว่า หลายนโยบายอาจจะต้องอาศัยจังหวะที่เหมาะสมในการนำมาจัดการให้เป็นรูปธรรม อีกประการหนึ่งคือ การแก้ไขคือ รัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งเป็นอุปสรรคที่สําคัญที่สุดที่ต้องจัดการ หากสังคมไทยสามารถไขประตูนี้ให้ได้ เพื่อนำไปสู่หนทางในการแก้ปัญหา

การแก้รัฐธรรมนูญนั้น นอกจากความร่วมมือของฝ่ายการเมืองหรือ ส.ส. แล้ว เราต้องแก้กันภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญที่ขีดเส้นไว้ว่าต้องได้รับความร่วมมือจาก ส.ว. ด้วย เพราะกลไกในการแก้รัฐธรรมนูญนี้ค่อนข้างพิสดาร ฉะนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงต้องทําไปพร้อมกับ ส.ว. ซึ่งมีการสรรหาอยู่ในเวลานี้ ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลที่ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมกันอย่างจริงจังและตระหนักถึงความสําคัญของการร่วมกันตัดกุญแจ

ขณะที่ ประจักษ์ให้ความเห็นว่าเรายังต้องมีความหวังถึงการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง หากย้อนดูประวัติศาสตร์ไทยมีการล้มลุกคลุกคลานในเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง และมักจะมีเหตุการณ์ที่ประชาชนลุกขึ้นมาเพื่อทวงคืนประชาธิปไตยกลับมาได้อยู่บ่อยครั้ง อาจมองว่ามันเป็นเหรียญสองด้าน ไม่ใช่จะเห็นความหดหู่เพียงอย่างเดียว แต่อีกด้านหนึ่งสังคมไทยกลับมีเหตุการณ์ที่มีการต่อสู้จนยุติ

การครองอํานาจของระบอบเผด็จการเยอะที่สุดประเทศหนึ่งของโลกในเชิงการเมืองเปรียบเทียบ ไม่เคยหยุดนิ่งหรือตายสนิท กระนั้น การรัฐประหารปี 57 ก็ทิ้งมรดกหลายอย่างเอาไว้ ทําให้ประเทศไทยยากที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย ประจักษ์เปรียบเทียบการเมืองไทยกับกล้ามเนื้อว่า กล้ามเนื้อจะลีบไปอีกสักพักใหญ่ และการเมืองไทยอาจต้องเละเทะแบบนี้ ต่อให้เลือกตั้งอย่างไรก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนได้ในทันที เพราะองค์กรอิสระยังมีอํานาจมาก

“ผมคิดกระทั่งว่าเราไม่สามารถตัดถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการรัฐประหารอีกครั้งด้วยซ้ำ เครื่องมือที่เขาวางกลไกเหล่านั้นเอาไม่อยู่แล้ว ชนชั้นนําไทยอย่างไรก็น่าจะรัฐประหาร อาจจะต้องรัฐประหารอย่างเร็วและแรงด้วยเพราะการเปลี่ยนในยุคข้างหน้าจะเป็นการเปลี่ยนที่ลึกซึ้งกว่าตอนช่วงรัฐประหาร 2549 และ 2557

“ความรู้สึกกังวล ถ้ามองไปข้างล่างเหมือนมีระเบิดเวลารออยู่ ปัญหาที่ทุกคนก็รู้ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต แค่รอเวลา ทุกคนต้องรอรับแรงกระแทกพร้อมกัน เพราะมันจะเป็น hard landing แน่นอน”

ขั้นแรกอย่างเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญ ประจักษ์มองว่าเป็นเรื่องยาก เมื่อตอนรัฐธรรมนูญ 2540 สังคมมีฉันทามติเดียวกันเพราะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นพอดี นักการเมืองตกเป็นจำเลย ต่อให้ไม่อยากแก้อย่างไรก็ปฏิเสธการแก้ไม่ได้

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยอยู่ในจุดที่ลำบาก ถูกบีบให้เดินทางแคบ เมื่อดุลอำนาจเป็นเช่นนั้น การรื้อสร้างทั้งหมดซึ่งเป็นกล่องดวงใจของระบอบ คสช. อาจจะเกิดแรงต้านสูงมาก กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลก็อาจจะไม่เอาด้วย เพราะพรรคร่วมรัฐบาลสองพรรคก็มาจากการสืบทอดอํานาจ เพื่อไทยจะผลักดันแก้รัฐธรรมนูญไปในทิศทางที่รื้อโครงสร้างอะไรไม่ได้มาก แต่ถ้าไม่ทําก็จะเสียอีก

“ความชอบธรรมทางการเมืองเสีย ความนิยมทางการเมืองก็เสีย ผมคิดว่าตอนนี้เพื่อไทยอยู่ในทางที่ค่อนข้างลําบากมาก” ประจักษ์กล่าว

นอกจากนี้ พิพัฒน์มองว่าประเด็นสำคัญของการก้าวไปข้างหน้าคือ การสร้างความหวังให้กับทั้งนักการเมืองและประชาชนว่า ประเทศไทยยังมีระบอบประชาธิปไตยอยู่ และเราจะมีการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมกันในอนาคต

“ไม่อย่างนั้นนโยบายต่างๆ หรือสิ่งที่คิดว่าควรต้องทําเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศก็จะไม่เกิดในภาวะที่ปัจจุบัน ในวันนี้คู่แข่งเพิ่มขึ้นและไปเร็วมาก และไทยก็ไม่ได้เป็นคนที่น่าสนใจที่สุดในภูมิภาคอีกต่อไป โจทย์หลังจากนี้คือทําอย่างไรให้เราสร้างสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจ

หาก ส.ว. ชุดนี้หมดวาระแล้ว อำนาจตามบทเฉพาะกาลและ ส.ว. ไม่ต้องเลือกนายกแล้ว การเลือกตั้งควรจะมีความสําคัญเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่ว่าเลือกมาแล้วก็ไม่รู้ใครกลับมาเป็นนายก” พิพัฒน์ทิ้งท้าย

บทเรียนสำคัญที่ควรเรียนรู้ร่วมกันจากแผลการรัฐประหาร

บทเรียนจากการรัฐประหารที่ต้องเรียนรู้ร่วมกันไปทั้งสังคม มุนินทร์มองว่าการมีรัฐธรรมนูญปี 60 ถือเป็นผลผลิตของบทเรียนจากฝ่ายอนุรักษนิยม กล่าวคือเมื่อการใช้กำลังมีต้นทุนมากเกินไปและอาจจะไม่ได้ให้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ดังนั้น การใช้กลไกทางกฎหมายเป็นเครื่องมือที่มีอานุภาพมากกว่า ใช้กำลังน้อยกว่า แต่กลับสร้างความเสียหายต่อประชาธิปไตยกลับได้มากกว่าเดิม

“การปกครองโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือจึงเป็นประสบการณ์ที่สังคมไทยกําลังเรียนรู้จากเผด็จการ แม้บางช่วงคึกคัก หรือบางช่วงเงียบ ผมไม่เคยเชื่อว่าคนจะไม่คิด หรือคนจะไม่รู้สึกแล้ว แต่สังคมไทยกําลังเรียนรู้ว่าเวลาไหนเหมาะสมที่จะแสดงออกเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

“นักกฎหมายมีบทบาทสําคัญมาก และนักกฎหมายเป็นกลุ่มคนที่ต้องรับผิดชอบ การสร้างกลไกที่ซับซ้อนและทําให้มาถึงจุดนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นี่คือผลงานทางกฎหมาย”

ทั้งนี้สิ่งที่สังคมจะต้องเรียนรู้ร่วมกันในอนาคตคือ เมื่อเรามีโอกาสได้ออกแบบระบบการเมืองหรือกลไกประชาธิปไตยอีกครั้ง เราควรจะกลับไปสู่สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุด ก็คือการทําอย่างไรให้ประชาชนถูกจํากัดอํานาจให้น้อยที่สุด ไม่ควรมีองค์กรอิสระมากจนเกินไป และองค์กรอิสระไม่ควรจะมีอํานาจมากเกินไปด้วย สมาชิกขององค์กรอิสระไม่ควรประกอบไปด้วยนักกฎหมายมากจนเกินไป แล้วสังคมไทยก็ไม่ควรจะไว้ใจนักกฎหมายมากนัก

“นักกฎหมายถูกฝึกฝนมาเพื่อหน้าที่บางอย่าง เรามีความเชี่ยวชาญบางเรื่อง แต่เราไม่ได้มีความเชี่ยวชาญทุกเรื่อง แล้วนักกฎหมายไม่สามารถถูกฝึกฝนให้มาเป็นนักการเมือง เราไม่สามารถเป็นนักการเมืองโดยธรรมชาติ เราสามารถตัดสินคดีได้ สามารถแก้ปัญหาทางกฎหมายได้ แต่ว่าเราไม่ควรจะมายุ่งกับการเมืองมากจนเกินไป”

กล่าวโดยสรุป สังคมไทยไม่ควรจะไว้ใจให้ผู้กําหนดทิศทางการเมืองมากจนเกินไป ระบบควรจะไว้ใจผู้แทนประชาชนมากขึ้น การแก้ปัญหาทั้งหลายให้ใช้นักการเมือง อย่าใช้นักกฎหมาย ให้ใช้ตัวแทนประชาชนให้มากขึ้น ในอนาคตนักกฎหมายควรอยู่ให้ถูกที่ทาง

ขณะที่ พิพัฒน์ มองว่าบทเรียนของฝ่ายอนุรักษนิยมและเสรีนิมไม่น่าจะเป็นบทเรียนเดียวกัน เพราะเป็นฝั่งที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์จากเรื่องนี้ ซึ่งหากเป็นบทเรียนจากฝั่งเสรีนิยม เขามองว่าการพยายามนิยามว่า ‘คนดี’ หรือ ‘คนเก่ง’ หรือการทำเพื่อประชาชนโดยไม่ต้องพึ่งพานักการเมืองควรเป็นบทเรียน

แม้ที่ผ่านมาสังคมไทยพยายามจะหาทางลัดโดยการบอกว่านักการเมืองเลว ควรหาคนดีมาปกครอง ทั้งที่สุดท้ายแล้วประเด็นอยู่ที่ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งในสากลเป็นระบอบที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าเหมาะสมที่สุดในเวลานี้ หากประชาธิปไตยแข็งแรงต่อให้คนเก่ง คนดี คนเลว ก็จะถูกปกครองและบริหารภายใต้เงื่อนไขเดียวกันอย่างยั่งยืน

“เมื่อเกิดการรัฐประหารในระยะแรกมักอาจมาด้วยความตั้งใจดี แต่ความตั้งใจดีจะถูกกลบไปด้วยผลประโยชน์ กลบไปด้วยอํานาจ แต่ถ้าเรามี accountability ก็จะแน่ใจได้ว่ากระบวนการจะไม่ถูกพังทลาย เพราะยังมีกระบวนการรับผิดรับชอบที่เกิดขึ้น มีกระบวนการลงโทษที่เห็นชัด ดีกว่าที่เราจะเชื่อว่า เราได้คนดีมาแล้ว”

พิพัฒน์มองว่า รัฐธรรมนูญมีปัญหาต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน แต่อย่างน้อยเลวร้ายที่สุดคือการอย่าหันกลับไปหาความชอบธรรมให้รัฐประหารอีก เพราะจะดึงให้ประเทศชาติถอยหลังเพื่อ “พยายามเรียนรู้และให้เวลากับมันดีกว่าเรากลับไปแล้วมาเริ่มนับหนึ่งใหม่อยู่ตลอด”

ประจักษ์เองก็เห็นด้วยกับพิพัฒน์ ในส่วนของการที่ผลพวงอย่างหนึ่งของรัฐประหาร 57 คือการทำลายมายาคติ ‘เผด็จการผู้ทรงธรรม’ กล่าวคือการเมืองคนดีไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่ต้องยึดโยงกับประชาชน เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่ามายาคติเหล่านั้นไม่จริง

ในส่วนของบทเรียนฝั่งประชาธิปไตย ประจักษ์มองว่าการรัฐประหารที่ออกแบบสถาบันและกติกาที่ซับซ้อนแยบยลเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ได้ และอย่าดูเบาพลังของกติกา

“หากครั้งหน้ามีการบอกว่าให้รับไปก่อนค่อยแก้ทีหลัง อย่าไปตกหลุมพลางอีก เพราะเราเห็นแล้วว่าแก้ยากมาก อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน เราก็ต้องโทษตัวเองด้วยว่าตอนประชามติ ต่อให้เขาไม่บริสุทธิ์ ใช้อํานาจบังคับจับกุมคนที่รณรงค์เห็นต่าง แต่ประชาชนส่วนหนึ่งก็หลงเชื่อจริงๆ ว่าให้ผ่านไปก่อน”

การมองไม่เห็นพิษภัยนี้ ประเทศไทยต้องเกิดการเรียนรู้เแล้วว่าต่อไปเผด็จการจะทํางานอย่างไร เพื่อเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

มองโจทย์ใหม่ที่เรียนรู้ได้จากรอยแผล

ในมุมมองของพิพัฒน์ หากดูที่ตลาดหุ้นจะพบว่าต่างชาติล้วนขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากหลายคนตั้งคำถามเกี่ยวกับ internal issues หรือ กิจการภายในประเทศ ผสานกับริ้วคำถามว่า รัฐประหารมีบทบาทมากน้อยแค่ไหนที่ทำให้ศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยเป็นไปในทิศทางนั้น

“การรัฐประหารมีส่วนทําให้ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยแย่ลงไปเยอะขนาดไหน เพราะมันมีประเด็นที่เป็นโครงสร้างอยู่แล้ว เช่น โครงสร้างประชากร แล้วรัฐประหารอาจมาเสริมเรื่องของความไม่แน่นอนทางการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การบังคับใช้กฎหมาย”

ทั้งนี้พิพิฒน์ก็ชวนตั้งคำถามต่อว่า การทํารัฐประหารโดยตัวมันเองมีส่วนร่วมขนาดไหนในแง่ของเศรษฐกิจ ทั้งในระดับมหภาคและก็ในภาพส่วนย่อยมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร

“ถ้าเกิดเรารู้สึกว่าการรัฐประหารมีต้นทุนสูง ก็หวังว่าจะเอาไปเป็นสาเหตุที่จะไม่ทําให้เกิดสิ่งลักษณะนี้ในอนาคต เพราะการรัฐประหารครั้งต่อไปนี้ต้นทุนต้องแพงกว่านี้แน่นอน เพราะว่าทั่วโลกเขาไม่มีใครยอมรับกันอยู่แล้ว” พิพัฒน์ทิ้งทวนประเด็น

ในขณะที่ประจักษ์ก็ให้โจทย์ในมิติของรัฐศาสตร์ว่า การแบ่งขั้วทางการเมืองนั้นเกิดขึ้นทั่วโลกไม่ใช่แค่เฉพาะกับประเทศไทย เราพอจะรู้สาเหตุกันที่ทำให้เกิดภาวะนี้กันดี แต่การออกจากการแบ่งขั้วที่ร้าวลึกนี้ควรทำอย่างไร ซึ่งเขามองว่าสิ่งนี้เป็นโจทย์ยากและสำคัญสำหรับสังคมไทย

อีกประการหนึ่งคือ ‘โจทย์ของความเหลื่อมล้ำ’

“เราพูดกันเยอะในทางรัฐศาสตร์ว่าความเหลื่อมล้ำทํางานสัมพันธ์กับการถดถอยของประชาธิปไตยอย่างไร ยังคงเถียงกันอยู่ ทั้งฝั่งที่บอกว่ามันไม่เกี่ยวกันกับฝั่งที่บอกว่าสังคมที่เหลื่อมล้ำสูงทําให้ยากที่จะมีประชาธิปไตยที่ตั้งมั่นได้”

ประจักษ์มองว่าทั้งสองเป็นโจทย์สําคัญสําหรับบริบทการเมืองไทยซึ่งมีสองภาวะ ทั้งความเหลื่อมล้ำสูงและประชาธิปไตยไม่ได้ตั้งมั่น

ฝั่งนักกฎหมายอย่าง มุนินทร์ ไม่ได้โยนโจทย์ใหม่ แต่เป็นโจทย์ที่ทางแวดวงนิติศาสตร์ตั้งคำถามกันมาตั้งแต่มีรัฐประหาร 2549 นั่นคือ คุณค่าที่นักกฎหมายควรยึดถือ ซึ่งยังไม่เคยมีการสำรวจอย่างจริงจัง และไม่มีการทำวิจัยเป็นเชิงประจักษ์เพราะไม่สามารถเข้าถึงคนในกระบวนการยุติธรรมได้

คำถามของโจทย์นี้คือ ระหว่างความดีงามและความสุจริตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความดีงามกับประชาธิปไตย อะไรคือคุณค่าของนักกฎหมายที่ควรยึดถือ หากได้คำตอบก็จะทำให้ทราบได้ว่าพวกเขาคิดอย่างไรถึงพาประเทศเดินทางมาถึงจุดนี้

หลักการกฎหมายที่นักกฎหมายเรียนมาคือ หลักการกฎหมายพื้นฐานเดียวกันและมาจากโลกตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นหลักการกฎหมายที่มันสกัดมาพร้อมกับการพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น หลักเหล่านี้ไม่สามารถจะดํารงอยู่หรือบังคับใช้ได้เลยในสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

“ถ้าสังคมไม่มีประชาธิปไตยหลักการที่เราเรียนกันมาก็ไม่มีความหมายเลย สิ่งนี้น่าจะเป็นบทเรียนร่วมกันของสังคม” มุนินทร์ทิ้งท้ายวงสนทนาด้วยคำถามที่ยังไม่เคยได้รับคำตอบ

MOST READ

Thai Politics

3 May 2023

แดง เหลือง ส้ม ฟ้า ชมพู: ว่าด้วยสีในงานออกแบบของพรรคการเมืองไทย  

คอลัมน์ ‘สารกันเบื่อ’ เดือนนี้ เอกศาสตร์ สรรพช่าง เขียนถึง การหยิบ ‘สี’ เข้ามาใช้สื่อสาร (หรืออาจจะไม่สื่อสาร?) ของพรรคการเมืองต่างๆ ในสนามการเมือง

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

3 May 2023

Politics

23 Feb 2023

จากสู้บนถนน สู่คนในสภา: 4 ปีชีวิตนักการเมืองของอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล

101 ชวนอมรัตน์สนทนาว่าด้วยข้อเรียกร้องจากนอกสภาฯ ถึงการถกเถียงในสภาฯ โจทย์การเมืองของก้าวไกลในการเลือกตั้ง บทเรียนในการทำงานการเมืองกว่า 4 ปี คอขวดของการพัฒนาสังคมไทย และบทบาทในอนาคตของเธอในการเมืองไทย

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์

23 Feb 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save